หน้าแรก ภูมิภาค ปราจีนส่อวุ่น...

ปราจีนส่อวุ่น! พบ พระภิกษุ เข้าคูหาใช้สิทธิเลือกตั้ง อบต. กกต.เร่งสอบข้อเท็จจริง

11.01.26 | 20:03 น.
เลือกตั้ง อบต

ปราจีนส่อวุ่น! พบ พระภิกษุ เข้าคูหาใช้สิทธิเลือกตั้ง อบต. กกต.เร่งสอบข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 11 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเลือกตั้งสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ว่า เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นกำลังพลทหาร อาทิ พื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพระ และองค์การบริหารส่วนตำบลดงพระราม อย่างไรก็ตาม ได้เกิดเหตุวุ่นวายเล็กน้อยขึ้นในเขตเลือกตั้งหมู่ที่ 12 ตำบลดงพระราม หลังพบว่ามีพระภิกษุสงฆ์เข้ามาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง

โดยผู้สังเกตการณ์ของผู้สมัครรายหนึ่งสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ได้ ก่อนนำหลักฐานไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากตามกฎหมายเลือกตั้ง พระภิกษุสงฆ์ สามเณร นักบวช เป็นผู้ไม่มีสิทธิ์ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ต่อมา นางสาวโชติกา แก้วผล ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยว่า ภายหลังได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปราจีนบุรีได้ประสานไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี เบื้องต้นได้เชิญตัวบุคคลที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ซึ่งมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งกำชับให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) บันทึกเหตุการณ์ลงในสมุดรายงานเหตุการณ์ทันที

Advertisement

นางสาวโชติกา ระบุเพิ่มเติมว่า กรณีดังกล่าวถือเป็น “กรณีการปรากฏ” ที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปราจีนบุรี จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด จัดทำเป็นสำนวนเสนอผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ก่อนส่งต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย

ทั้งนี้ ตาม พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 84 บัญญัติว่า ผู้ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง หากฝ่าฝืนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งกรณีพระภิกษุสงฆ์ถือเป็นผู้ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งตามกฎหมาย

ส่วนการพิจารณาว่าจะมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวหรือไม่นั้น อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งจะพิจารณาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อไป