กอ.รมน.ภาค4 ยกระดับเสริมความปลอดภัย ไล่ล่ามือเผา-บึ้ม11ปั๊ม ชี้ฝีมือ’บีอาร์เอ็น’ พบหลักฐานโยงคดีเก่าอื้อ
เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 15 มกราคม พ.อ.ยุทธนาม เพชรม่วง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า เปิดแถลงข่าว โดยมีเนื้อหาสำคัญ สรุปสถานการณ์ด้านการข่าวในห้วงเวลาตั้งแต่ปลายปี 2568 พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อการร้ายมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลักลอบขนย้ายอาวุธ กระสุน และวัตถุระเบิด เพื่อเตรียมการก่อเหตุในห้วงเทศกาลปีใหม่ และห้วงวันครบรอบการก่อเหตุปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายปิเหล็ง โดยมีปัจจัยสนับสนุนการก่อเหตุ ได้แก่ 1. การก่อเหตุเพื่อทำลายระบบเศรษฐกิจ และ 2. การก่อเหตุในห้วงวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์
พ.อ.ยุทธนาม กล่าวอีกว่า ห้วงที่ผ่านมา เคยมีการก่อเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ และลอบวางระเบิดต่อเสาไฟฟ้าแรงสูง ในพื้นที่ จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.สงขลา มุ่งหวังการตัดกระแสไฟฟ้าในห้วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างรุนแรง โดย กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ยกระดับมาตรการป้องกันอย่างสูงสุด เป็นเหตุให้ในห้วงปีใหม่ต่อเนื่องห้วงวันครบรอบการก่อเหตุปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 (4 ม.ค.47) ผู้ก่อการร้ายไม่สามารถก่อเหตุได้ ทำให้ผู้ก่อการร้ายเลือกก่อเหตุในวันที่ 10 มกราคม 2569 โดยอาศัย ห้วงเวลาซึ่งเจ้าหน้าที่มีภารกิจในการรักษาความปลอดภัยและจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ โดย กอ.รมน.ภาค 4 สน. ร่วมกับทุกภาคส่วนจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันยังมีภารกิจในการเตรียมการต่อการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น ซึ่งจำเป็น ต้องใช้กำลังพลเป็นจำนวนมากในการดำเนินการ ผู้ก่อการร้ายจึงอาศัยช่องว่างจากการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ก่อเหตุรุนแรง

“วันนี้ฝ่ายเราได้กำหนดมาตรการเสริมความปลอดภัยและยกระดับการปฏิบัติในทุกมิติเพื่อลดโอกาสการก่อเหตุรุนแรง และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยเน้นการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการข่าว การปฏิบัติพื้นที่ และการควบคุมเส้นทาง โดย 1. ทบทวนแผนรักษาความปลอดภัย 3 ระดับในพื้นที่สำคัญ ให้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันใน ระบบสาธารณูปโภค สถานที่ราชการ พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญใน 3 จังหวัดชายแดนใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา
2. ประสานงานด้านการข่าวร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกห้วงเวลา ให้ตรวจสอบข้อมูลทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเหตุการณ์ รวมถึงติดตามการภาพข่าวหรือข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม เพื่อนำมาวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจและปรับแผนปฏิบัติของหน่วย
3. ยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารเชิงลึก โดยให้หน่วยข่าวทุกหน่วย ต้องรวบรวมข้อมูลที่มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบองค์รวม พร้อมส่งให้ส่วนกลางสรุปภาพรวมสถานการณ์ให้ใกล้เคียงความจริงที่สุด
4. เข้มงวดจุดผ่านแดนและเส้นทางระหว่างประเทศ โดยให้กองกำลังป้องกันชายแดน ปรับแผนวางกำลัง ตรวจเข้มบุคคลและยานพาหนะที่ผ่านเข้า – ออกประเทศ เพื่อควบคุมพื้นที่อย่างละเอียด
5. เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและตั้งจุดตรวจ-จุดสกัด ในทุกพื้นที่ให้เพิ่มการตรวจตราอย่างต่อเนื่องตามห้วงเวลาที่หน่วยเหนือกำหนด เพื่อควบคุมพื้นที่ กดดัน และจำกัดเสรีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุ
6. เน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยฐานปฏิบัติการ โดยให้ผู้บังคับหน่วยต้องกำกับดูแลมาตรการ รักษาความปลอดภัยฐานปฏิบัติการ และการทำเส้นทางปลอดภัยอย่างใกล้ชิดทุกระดับ เพื่อให้การปฏิบัติมีความรัดกุมสูงสุด” พ.อ.ยุทธนาม กล่าวและว่า

สำหรับมาตรการติดตามผู้ก่อเหตุรุนแรงในครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้านและเป็นระบบ ทั้งการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จากดีเอ็นเอและคราบเลือดในที่เกิดเหตุ ตรวจสอบวัตถุพยานจากชิ้นส่วนวัตถุระเบิด รวบรวมข้อมูลจากพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ ตลอดจนการไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในเส้นทางต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์และติดตามเส้นทางหลบหนีของคนร้าย โดยจะเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
พ.ต.อ.ธัชพิชัย จารย์วรานนท์ รองผู้บังคับการสืบสวน สอบสวนจังหวัดชายแดนภาคใต้ แถลงข่าวว่า จากเหตุการณ์คนร้ายวางระเบิดสถานีบริการน้ำมัน ปตท. 11 จุด เมื่อ 11 มกราคม ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว พบระเบิดแสวงเครื่อง บรรจุในถังดับเพลิง ถังแก๊ส และ กล่องเหล็ก , จุดชนวน 2 ระบบ คือ นาฬิกานับถอยหลัง และ รีโมท ,สะเก็ดระเบิดเป็นเหล็กเส้นตัดท่อน พบปลอกกระสุนปืน ที่ปตท.ท่าสาป พบปืนก่อเหตุ 2 กระบอก กระสุน ขนาด 5.56 มม. ยิงจากปืน เอ็ม 16 มีประวัติก่อเหตุ 22 คดี, กระสุน ขนาด 5.56 มม. ยิงจากปีน เอเค 102 มีประวัติก่อเหตุ 9 คดี โดยมีเหตุสำคัญ คือ ยิง ชรบ.ทางลุ่ม 15 ศพ เมื่อปี 2562 , ยิงโต๊ะอิหม่ามบ้านน้ำเย็น ต.ลำใหม่ เมื่อปี 2567
“จากแผนประทุษกรรมที่คนร้ายก่อเหตุในเวลาเดียวกัน ระหว่าง 00.50-01.00 น. , พยานวัตถุจากที่เกิดเหตุ และผลตรวจปลอกกระสุนที่คนร้ายใช้ เชื่อว่าเป็น “กลุ่มบีอาร์เอ็น” ทั้งนี้อยู่ระหว่างการสืบสวน และรอผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์”

พ.ท.เชิด อักษรรัตน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) กล่าวว่า จากเหตุการณ์ลอบวางเพลิง และวางระเบิด สถานีบริการน้ำมันในพื้นที่จ.นราธิวาส ปัตตานี และยะลา มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย ประชาชน บาดเจ็บเล็กน้อย 7 รายนอนพักรักษาตัวที่ รพ.แว้ง รพ. กะพ้อ และ รพ. กาบัง แพทย์ให้กลับบ้านได้ 1 ราย โดยอยู่ระหว่างการช่วยเหลือเยียวยา และสิทธิอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
“สรุปข้อมูลความเสียหายด้านทรัพย์สินเบื้องต้น ผู้ประกอบการ 11 ราย เป็นอาคารปั๊มน้ำมัน+หัวจ่าย 11 แห่ง ร้านอาหาร ร้านค้า 3 แห่ง ร้านสะดวกซื้อ 9 แห่ง ร้านกาแฟอเมซอน 2 แห่ง อาคารสำนักงาน 2 แห่ง อาคารโรงรถ 1 แห่ง รถบรรทุกน้ำมัน 2 คัน จุดส่งน้ำมัน 1 แห่ง รถบดอัดถนน 1 คัน ประชาชน 4 ราย รถยนต์ 3 คันรถจักยานยนต์ 2 คัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ทั้งนี้อยู่ระหว่างดำเนินการช่วยเหลือเยียวยา และยังไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายทรัพย์สินได้ ด้านความก้าวหน้าในการช่วยเหลือเยียวยา ศอ.บต. โดยจังหวัด และอำเภอ ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเบื้องต้น เยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบที่บาดเจ็บ เลขาธิการ ศอ.บต. ลงเยี่ยมพื้นที่เกิดเหตุ และผู้ได้รับผลกระทบ ในวันที่ 13 มกราคม”



