หน้าแรก ภูมิภาค วิเคราะห์เหตุ...

วิเคราะห์เหตุวางระเบิดปั๊ม 3 จว.ชายแดนใต้ สัญญาณเตือนเชิงการเมือง ความมั่นคง

14.01.26 | 14:48 น.

วิเคราะห์เหตุวางระเบิดปั๊ม 3 จว.ชายแดนใต้ สัญญาณเตือนเชิงการเมือง ความมั่นคง


จากเหตุระเบิดและวางเพลิงปั๊มน้ำมัน 11 แห่งในจ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส คืนวันที่ 10–11 มกราคม เป็นการโจมตีเชิงสัญลักษณ์ที่มุ่งทำลาย ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความรู้สึกปลอดภัยของประชาชนมากกว่าการเอาชีวิตผู้คน โดยเป้าหมายคือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน เช่น ปั๊มน้ำมัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจการของผู้ประกอบการท้องถิ่น

พ.อ.อุทัยรุ่งสังข์ รองผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า เหตุทำลายปั๊มน้ำมัน 11 จุด ส่งผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะแรงงานและผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่น้อยกว่า 1,000 ราย รวมถึงครอบครัวและบุตรหลานที่ต้องเผชิญความลำบาก จากการขาดรายได้และความไม่มั่นคงในชีวิต ในมุมมองของสันติวิธี ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะเป็นฝ่ายใด การกระทำที่สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนถือเป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง

“อนาคตของสันติวิธี มองว่าเสริมพลังชุมชน ลดความรุนแรง แนวทางสันติวิธีเห็นว่าควรเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้ดูแลและปกป้องตนเองมากขึ้น โดยอาศัยกลไกระดับหมู่บ้าน ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจควรทำหน้าที่เป็น พี่เลี้ยง คอยกำกับ สนับสนุน และเสริมศักยภาพ มากกว่าการเป็นผู้แบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันรัฐบาลควรให้การคุ้มครองและส่งเสริมชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น สิทธิพิเศษด้านสวัสดิการ เบี้ยเลี้ยงค่าเสี่ยงภัย การรักษาพยาบาลฟรี หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่สะท้อนว่า การดูแลพื้นที่ของตนเองคือภารกิจสำคัญที่รัฐให้คุณค่า” พ.อ.อุทัยรุ่งสังข์ กล่าว

Advertisement

ผศ.ดร.อลิสา หะสาเมาะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า หากมองในระยะสั้นเหตุการณ์กระทบภาพลักษณ์การลงทุนและความปลอดภัยในพื้นที่อย่างรุนแรง สื่อทั้งในและต่างประเทศตอกย้ำกรอบ “พื้นที่เสี่ยง” ขณะที่ชาวบ้านกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันและเหตุซ้ำซ้อน แม้ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจจริงยังไม่สะดุด ความต้องการใช้น้ำมันยังคงเดิม และไม่มีปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิง ความเสี่ยงสำคัญตกอยู่กับ ผู้ประกอบการท้องถิ่น ที่แบกรับความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท หากรัฐไม่มีกลไกเยียวยาที่รวดเร็วและเป็นธรรม อาจนำไปสู่การถอนทุนคนพื้นที่ และเปิดช่องให้ทุนภายนอกเข้ามาแทนในระยะยาว เหตุการณ์นี้กดดันให้แผนพัฒนาชายแดนใต้ต้องปรับทิศทาง โดยยกระดับ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน” เป็นแกนกลาง บูรณาการความมั่นคง การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน พร้อมเสริมมาตรการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ และเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนร่วมออกแบบความปลอดภัย

“เหตุระเบิดครั้งนี้คือ สัญญาณเตือนเชิงการเมือง ความมั่นคง ต่อรัฐและสังคมว่า หากไม่ลดปัจจัยโครงสร้างของความขัดแย้ง เหตุลักษณะนี้จะเกิดซ้ำ แต่หากรัฐและชุมชนร่วมกันฟื้นฟูอย่างเป็นธรรมเหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นแรงผลักให้การพัฒนาชายแดนใต้เดินหน้าอย่างรอบด้านและยั่งยืนมากขึ้น” ผศ.ดร.อลิสา กล่าว

นายฆอชาลี อาแว นักวิจัยศูนย์สันติวิธีมหาวิทยาลัยมหิดล รองประธานภาคประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่า การโจมตีในครั้งนี้มีลักษณะน่ากังวลมาก เนื่องจากบางจุดเป็นพื้นที่ที่เคยถูกโจมตีมาแล้วเป็นครั้งที่สอง แต่สิ่งที่แตกต่างจากเหตุการณ์ก่อนหน้า คือกระบวนการก่อเหตุไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ร้านสะดวกซื้อ หากแต่เปลี่ยนไปโจมตีที่หัวจ่ายน้ำมันโดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง “เล่นงานกับสัญลักษณ์” โดยเฉพาะสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับ ปตท. ในฐานะองค์กรด้านพลังงานระดับส่วนกลาง

นายฆอชาลี กล่าว กล่าวอีกว่า ยังไม่อาจฟันธงได้ว่าการก่อเหตุครั้งนี้ต้องการสื่อสารประเด็นเรื่องพลังงาน หรือมีนัยทางการเมืองในระดับใด แต่ที่ชัดเจนคือ ผลกระทบตกกับประชาชนโดยตรง 100% ทั้งในแง่ความปลอดภัยและการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากฝ่ายผู้ก่อเหตุเป็น BRN ผู้ลงมือจริงก็ควรออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างชัดเจนว่า “ทำหรือไม่ทำ” เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องตกอยู่ในความคลุมเครือ

“ในประเด็นการเยียวยาที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (คบฉ.) และรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ที่ระบุว่า จะเยียวยาความเสียหาย 100% ทุกแห่งว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบหรือไม่และจะกลายเป็นเกณฑ์การเยียวยาแบบใหม่ สำหรับภาคธุรกิจหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาการเยียวยาประชาชนทั่วไปมักใช้หลัก ตามความจำเป็น เช่น รถเสียก็ซ่อมตามสภาพ ไม่ได้ชดเชยเต็มมูลค่า จึงจำเป็นต้องตั้งคำถามถึงมาตรฐานและความเป็นธรรมของการช่วยเหลือว่าอยู่บนหลักเกณฑ์เดียวกันหรือไม่” นายฆอชาลี กล่าว

ประเด็นต่อมาในฐานะภาคประชาสังคม เห็นว่าทุกฝ่ายต้องใช้เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการคิดอย่างจริงจังถึง การออกแบบอนาคตของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “พื้นที่ปลอดภัย” ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของพลเรือน สถานที่ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง หรือพื้นที่เป้าหมายที่ไม่ควรถูกโจมตี ซึ่งทุกฝ่ายจำเป็นต้องร่วมกันวิเคราะห์ และนำข้อเรียกร้องเหล่านี้ไปสื่อสารถึงทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง รวมถึง BRN และกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง