เปิดใจ 2 ฮีโร่ ช่วยคนจากรถไฟ เหตุเครนถล่ม เล่านาทีทุบกระจกลุยไฟช่วยเด็ก เผยคำพูดแม่ ‘ช่วยลูกหนูก่อน ไม่ต้องห่วงหนู’
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 มกราคม นายสมใจ อายุ 55 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เกิดเหตุเครนถล่มทับรถไฟ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เปิดใจหลังจากเป็นคนเข้าไปช่วยเหลือผู้โดยสารที่อยู่ภายในตู้รถรถไฟตู้ที่ 3 ของ ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานี กลางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
นายสมใจกล่าวว่า ตนเห็นว่ามีไฟลุกไหม้อยู่ที่บริเวณขบวนรถไฟตู้ที่ 3 ก็เลยรีบวิ่งเข้าไปเอาหินทุบกระจกรถไฟ แล้วก็เข้าไปภายใน ตู้ที่ 3 ทันที ซึ่งภาพแรกที่เห็นก็มีร่างของผู้เสียชีวิต ถูกไฟไหม้เกรียม นอนกองกันอยู่ประมาณ 4 ร่าง ซึ่งทับร่างของเด็กผู้ชายอายุประมาณ 6-7 ขวบอยู่ เด็กได้ตะโกนขอความช่วยเหลือ ซึ่งใกล้กันก็มีแม่ของน้องนั่งอยู่ด้วย ก่อนจะบอกตนว่า “ไม่ต้องห่วงหนู ช่วยลูกหนูก่อน” ตนจึงรีบเคลื่อนศพและเก้าอี้ที่ทับเด็กออก จากนั้นก็รีบลากออกมาจากรถไฟ เมื่อเห็นว่าเด็กปลอดภัยแล้วก็วนกลับไปช่วยเหลือแม่ของเด็กต่อ ซึ่งเบื้องต้นทั้ง 2 คนปลอดภัยดี ก่อนที่ตนจะกลับไปช่วยเหลือผู้โดยสารรายอื่นๆ ซึ่งก็มีทั้งเป็นชาวต่างชาติแล้วก็คนไทยด้วย

วินาทีนั้นก็ยอมรับว่า รู้สึกกลัวเหมือนกัน เพราะว่า อีกประมาณ 1 เมตรกว่า ไฟก็ใกล้เข้ามาถึงตัวแล้ว แต่ก็ยืนยันอยากจะช่วยเหลือต่อเนื่อง เนื่องจากได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเด็ก ก็เลยตัดสินใจช่วยทันที ซึ่งตนเองก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนอกจากเจ็บขาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

ขณะที่ คุณบี๋ ซึ่งขายของอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ เล่านาทีที่ได้เข้าไปช่วยเหลือผู้โดยสารตอนนั้นต้นกำลังขายข้าวอยู่ จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังสนั่น ก่อนที่จะมีฝุ่นตลบอบอวลก็เลยรีบวิ่งเข้าไปดูปรากฏว่ามีควันสีเทา จำนวนมาก ลอยออกมาจากรถไฟตู้ที่ 2 ที่ฉีกออก ในตอนนั้นก็มีชาวบ้านในพื้นที่หลายคนที่กระโดดขึ้นไปช่วยเหลือผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บและตนได้ตะโกนให้ทุกคนออกมาจากรถไฟให้เร็วที่สุด เพราะกลัวว่าไฟจะไหม้รุนแรงกว่านี้ ซึ่งภาพที่ตนเห็นตอนนั้นก็เห็นผู้โดยสารที่รับบาดเจ็บก็ปีนออกมาเพื่อเอาชีวิตรอด ในตอนนั้นตนเห็นว่ามี เด็ก คนแก่ แล้วก็มีชาวต่างชาติด้วย
ในตอนนั้นตนได้พยายามจะช่วยผู้บาดเจ็บออกมาให้ได้มากที่สุด แต่ด้วยเปลวเพลิงที่มันเริ่มหนักมากขึ้น ก็ทำให้ไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ ซึ่งตนได้เห็นชาวต่างชาติเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา เราไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้ ซึ่งในตอนนั้น ทุกคนพยายามช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่แล้ว


