หน้าแรก ภูมิภาค ชาวกันตัง ร้อ...

ชาวกันตัง ร้องอุทยานฯหาดเจ้าไหมปรับปรุงแผนที่ พบ ที่ดินชาวบ้านทับซ้อนแนวเขตปฎิรูป ส่งผลเสียสิทธิทำกิน

11.05.17 | 12:16 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 ที่วัดควนตุ้งกู หมู่ 3 ต.บางสัก อ.กันตัง จ.ตรัง ชาวบ้านในพื้นที่บ้านควนตุ้งกู หมู่ 3 ต.บางสัก อ.กันตัง จ.ตรัง ประมาณกว่า 150 ครัวเรือน นำโดยนายสมยศ จันทร์เมือง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 นายสมบูรณ์ ทองแย้ม และชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐในเขตปฏิรูปตามเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4 – 01 พื้นที่หมู่ 3 ที่ชาวบ้านถือครองอยู่ กลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนกันระหว่างเขตอุทยานหาดเจ้าไหม และเขตปฏิรูปที่ดินฯ ส่งผลให้ชาวบ้านเสียสิทธิ์ในการครอบครองทำกินที่ดินเดิมไป

นายสมยศ กล่าวว่า เดิมพื้นที่ทั้ง 2 หน่วยงานมีการแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน โดยที่ทางอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ซี่งเป็นเจ้าของพื้นที่ได้ปักหมุดปักปันแนวเขตของทั้ง 2 ฝ่ายออกจากกันอย่างชัดเจน แต่เมื่อประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลมีการประกาศนโยบายปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐของรัฐใหม่ ทำให้แนวเขตที่ดินของอุทยานแห่งชาติเปลี่ยนรูปไป และเมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาทำการรังวัดแนวเขตของอุทยานฯและปักปันแนวเขตใหม่กลายเป็นว่า ที่ดินของอุทยานฯรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของเขตปฏิรูปที่ดิน

“ทำให้ชาวบ้านที่ได้รับการจัดสรรที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 ได้รับความเดือดร้อน เพราะที่ดินของอุทยานมาทับบ้านเรือน ถนนสาธารณะ มัสยิด และวัดควนตุ้งกู ที่ขณะนี้เหลือพื้นที่ของวัดเพียงประมาณ 3 ไร่เท่านั้น ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน เสียสิทธิ์ในการครอบครองที่ดินดังกล่าว เนื้อที่รวมประมาณ 4,000 ไร่ จึงรวมตัวกันเรียกร้องขอฟังคำชี้แจง และแนวทางการแก้ปัญหาจากทางเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และเจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดตรัง แต่ก็ไม่สามารถให้คำตอบกับชาวบ้านได้ เนื่องจากการปรับปรุงแผนที่ทั้งหมดดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ทางชาวบ้านจึงเสนอให้ทั้ง 2 หน่วยงาน ทำหนังสือเสนอปัญหาไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด โดยจะรอฟังคำตอบภายในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ แต่มีข้อแม้ขอให้ชาวบ้านทั้งหมดที่ทำกินอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามหลักฐานเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก 4 – 01 จะต้องได้สิทธิ์ทำกินในที่ดินของตนเองต่อไป

“ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 3 บ้านควนตุ้งกู ได้รับความเดือดร้อนทั้งหมดกว่า 150 ครัว เนื้อที่กว่า 4,000 ไร่ เดือดร้อนคือ มีเอกสาร สปก .อยู่แล้ว แต่ทางอุทยานมาเดินแนวเขตใหม่ ทับที่ดิน สปก ที่ชาวบ้านถือเอกสารสิทธิ์อยู่แล้ว พอไปขอทุนสงเคราะห์หรือไปขอนุญาตตัดโค่นยางเก่า เพื่อปลูกยางใหม่ก็ทำไม่ได้ ทางการยางแห่งประเทศไทยไม่รับ เพราะที่ดินทั้งหมดกลายเป็นที่ดินของอุทยานไปแล้ว อุทยานประกาศปี 2524 ส่วน สปก.ออกมาทีหลังคือ ในปี 2537 ตามนโยบายการปฏิรูปที่ดินทำกินให้แก่ราษฏร ซึ่งชาวบ้านทั้งหมดอยู่อาศัยมาตั้งแต่ ปี 2505 ซึ่งถือว่าอยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯด้วยซ้ำ พอมีการประกาศแนวเขตออกมาอุทยานออกมาใหม่ ตนเองก็ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปที่นายอำเภอ พร้อมรวบรวมรายชื่อบัญชีหางว่าวของชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งหมดส่งไป แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ซึ่งตอนอุทยานมาเดินแนวเขตใหม่ ทางตนเอง ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น และชาวบ้านไม่มีใครรู้เรื่อง มารู้เมื่อชาวบ้านไปขอทุนสงเคราะห์ แล้วขอไม่ได้ จึงทราบความจริง” นายสมยศ กล่าว

นายสมบูรณ์ ทองแย้ม กล่าวว่า ชาวบ้านถือครอง สปก ทำกินรายละประมาณ 10 – 15 ไร่ ไม่มีนายทุนใหญ่ เดิมชาวบ้านขอทุนสงเคราะห์ปลูกยาง ตัดโค่นใหม่ได้ แต่พอมาปรับปรุงแผนที่ใหม่ ที่ดินของชาวบ้านทั้งหมดตกเป็นของอุทยานฯ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก หลายคนนำเอกสาร ส.ป.ก.4 – 01 ไปเข้าร่วมโครงการกับ ธ.ก.ส.ตามนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนรายละประมาณ 100,000 บาท พอที่ดินตกไปเป็นของอุทยานฯ ทำให้ ธ.ก.ส. ดำเนินการเรียกคืนกู้คืนจากชาวบ้าน เดือดร้อนกันอย่างมาก จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน ให้สิทธิ์ทำกินต่อไป ส่วนที่ดินที่มีความลาดชันสูง ชาวบ้านไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวให้เป็นของอุทยานฯไป

Advertisement

นายวีระ เพ็ชรหิน ชาวบ้านควนตุ้งกู และมีตำแหน่งเป็นคณะกรรมปฏิรูปที่ดินจังหวัดตรัง กล่าวว่า เดิมในการประกาศเขตอุทยาน ปี 2524 และการประกาสเขตปฏิรูปที่ดิน ปี 2537 ทางอุทยานก็มีการนำหลักหมุดมาปันปันแนวเขตเรียบร้อยว่าเป็นพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน เป็นที่อุทยานฯและ ส.ป.ก.ก็นำมามอบให้ชาวบ้านทำกิน แต่พอมาปรับปรุงแผนที่ใหม่ ปรากฏว่าที่ดินทำกินตกไปเป็นของอุทยานฯเกือบทั้งหมด ซึ่งตอนเจ้าหน้าที่มาปักแนวเขตใหม่ไม่ได้แจ้งชาวบ้าน มารู้อีกทีคือ ชาวบ้านไปขอทุนสงเคราะห์โค่นไม้ยางไม่ได้ และ ธ.ก.ส.มีหนังสือแจ้งเรียกเงินที่ชาวบ้านกู้ตามโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนคืน จึงทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก