หน้าแรก ภูมิภาค ปชช. ยื่นหนัง...

ปชช. ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ทวงถามแผนรับมือฝุ่น หลังศาลสั่งประกาศเขตคุมมลพิษ 4 จว.เหนือ 4 เดือนทุกปี

26.01.26 | 14:45 น.

ปชช. ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ทวงถามแผนรับมือฝุ่น หลังศาลสั่งประกาศเขตคุมมลพิษ 4 จว.เหนือ 4 เดือนทุกปี แก้ PM2.5

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 26 มกราคม ที่ หน้าโถงศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายภูมิ วชร เจริญผลิตผล ประชาชนที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจนประกาศให้ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้รับการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษในช่วงภาวะวิกฤตประจำปี นายวิทยา ครองทรัพย์ และนายบัณรส บัวคลี่ ผู้ประสานงานเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ เข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผ่านนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเร่งรัดดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่องประกาศเขตมลพิษ

โดย นายภูมิ กล่าวว่า ผมอยากรู้ว่ารัฐบาลและจังหวัดมีแผนดำเนินการตามประกาศเขตควบคุมมลพิษหรือยัง และจะทำอย่างไร ใช้งบประมาณเท่าไหร่ เพราะปัจจุบันผมยังเห็นว่าปัญหาฝุ่นละอองยังคงเดิม ซึ่งจากที่พยายามเดินหน้ายื่นฟ้องศาลปกครองเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2564 และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งพิพากษาในปี 2568 ใน 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และเชียงราย เป็นเขตควบคุมมลพิษ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ของทุกปี ก็เลยอยากทราบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง

นายภูมิ กล่าวว่า ผมก็จะติดตามและรอดูว่า หากค่ามลพิษสูงเกินมาตรฐานติดต่อกัน 7 วัน ในพื้นที่ไหน ผมก็คงจะต้องดำเนินคดีทางอาญาด้วยการเข้าแจ้งความต่อผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจมาจากนายกรัฐมนตรี เพราะทุกวันนี้ผมยังไม่เห็นผลอะไรออกมาจากรัฐบาล และที่สำคัญคือ ประชาชนยังไม่ทราบว่ามีการประกาศเขตควบคุมมลพิษ จะรู้ก็แค่การห้ามเผาเท่านั้น ตัวอย่างเช่น มาตรการชิงเผา มันคืออะไร จะชิงพื้นที่ไหนบ้าง มองดูเหมือนเช่นทำกันมาทุกปีแบบเดิมๆ ยังไม่เห็นเปลี่ยนวิธีการ ในเมืองรัฐบาลมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องดำเนินการชัดเจนอยู่แล้วว่าจะต้องทำอย่างไร ส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่ยังไม่มีการประกาศเขตควบคุมมลพิษก็จะต้องเริ่มดำเนินการยื่นฟ้องต่อไป เพราะผมมีความหวังให้ฝุ่นลดลง

นายวิทยา กล่าวว่า ประกาศเขตควบคุมมลพิษถือเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ช่วยติดตามงานของหน่วยงานภาครัฐ กระตุ้นให้ประชาชนสนใจและติดตามรวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ผมอยากแนะนำให้แต่ละจังหวัดดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์ โดยมองไปที่แหล่งกำเนิดฝุ่น จุดสร้างฝุ่น โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เราจะลดการเผาอย่างไร ทำให้แห่งเผาลดลง เพราะปริมาณฝุ่นลอยลงมาสู่พื้นที่อาศัยของประชาชนหนาแน่น เพราะผลการวิจัยยืนยันชัดว่าเราต้องเร่งกำจัดแหล่งเผาไหม้ในประเทศลงให้ได้เพราะแก้ไขง่ายกว่าที่จะไปจัดการฝุ่นข้ามแดน

Advertisement

“แหล่งเผาไหม้มักเกิดในพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ จึงขอเรียกร้องให้จังหวัดให้ความสนใจเป็นพิเศษเพื่อหยุดการเผา อาทิ ป่าเหนือเขื่อนภูมิพล ไหลมา ป่า อ.อมก๋อย และอ.ฮอด รวมทั้งฝั่งแม่น้ำสาละวินที่ข้ามเข้ามาในเขต อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน”

ทางด้าน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดจะนำเรียนไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาตามคำร้องเรียนของประชาชน ซึ่งจังหวัดเองได้จัดทำแผนดำเนินการเป็นยุทธศาสตร์ 5 ปี หนุนดึงอากาศดีให้ยาวไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ให้ได้ ขณะนี้เสนอไปยังส่วนกลางเพื่อพิจารณาแล้ว และเร่งทำงานตามประกาศเขตควบคุมมลพิษต่อเนื่องมาตลอดด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในเขตชุมชนและพื้นที่ เพื่อหวังลดฝุ่น ควบคุมฝุ่น และสกัดหมอกควัน และสภาพอากาศให้สะอาดอย่างจริงจัง ด้วยงบประมาณที่มีอยู่แล้ว

โดยฝายเลขาฯ กำลังดูความสอดคล้องกับงบประมาณปี 2570 เพื่อดึงมาใช้ ส่วนข้อจำกัดที่ระบุว่าไม่ควรมีค่ามลพิษเกินมาตรฐานกำหนดนั้น ก็ไม่ได้กังวลมากนักเพราะทำงานกันอย่างต่อเนื่องมาตลอดตามกฎหมายกำหนดอยู่แล้ว โดยมีตัวยึดว่า ฝุ่นลดลง สุขภาพประชาชนดีขึ้น จุดเผาไหม้ลดลง โดยตั้งเป้าไว้ว่าต้องไม่เกิน 20% เราก็ต้องทำให้ได้ เพราะเชียงใหม่ประกาศห้ามเผาเด็ดขาดมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 31 พฤษภาคม 2569

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง เนื่องจากยังมีกระแสลมพัดฝุ่นออกไปจากแอ่งกระทะ มีความหนาวเย็นปกคลุมเป็นช่วง ๆ และการเผาไหม้หรือ Hotspot ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ คือ เฉลี่ย 2-3 จุด กระจายในหลายอำเภอ