หน้าแรก ภูมิภาค ไฟไหม้ทุ่งนคร...

ไฟไหม้ทุ่งนครนายก เผาวอด 10,000 ไร่ ระดมรถน้ำ 27 คันคุมเพลิง ผู้ว่าฯสั่งเร่งล่าตัวมือเผา

28.01.26 | 11:17 น.

ไฟไหม้ทุ่งนครนายก เพลิงผลาญลาม 10,000 ไร่ จนท.เร่งดับหากไม่มีเผาเพิ่มวันนี้ดับเพลิงได้ ผู้ว่าฯสั่งเร่งล่าตัวมือเผา พร้อมถกหาทางออกให้จัดการต่อซังข้าวเกษตรกร

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 28 มกราคม ที่ศาลาวัดลำบัวลอย ถูกใช้เป็นสถานที่รายงานสถานการณ์และวางแผนงานการดำเนินการดับไฟลามทุ่งในพื้นที่ ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก เบื้องต้น มีพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ ได้รับผลกระทบจากไฟลามทุ่ง ล่าสุด หลายพื้นที่สามารถดับได้แล้ว มีเพียงไม่กี่จุดที่ยังมีไฟไหม้อยู่บ้าง จึงได้จัดกำลังกำนันผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร เข้าพื้นที่ทำการดับในช่วงเช้า คาดว่าหากไม่มีการจุดเพิ่มหรือมีปัจจัยทางธรรมชาติเช่นลมก็จะสามารถดับไฟได้ทั้งหมดในวันนี้

ขณะที่ จ.นครนายก และ กทม. ได้ร่วมกันหาวิธีแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร ในการจัดการต่อซักข้าวเนื่องจากพื้นที่ตำบลท่าเรือเป็นพื้นที่ปลูกข้าวน้ำลึก ทำให้ตอซังข้าวสูงไม่สามารถใช้รถไถได้ ทาง กทม.จึงได้มีการนำจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายมาใช้ในพื้นที่ 800 ไร่ หากได้ผลก็จะสามารถนำมาช่วยเหลือเกษตรกรได้ ขณะเดียวกันก็ให้ทางตำรวจดำเนินการสืบหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เนื่องจากเป็นโทษอาญาแผ่นดิน ด้านกำนันผู้ใหญ่บ้านให้ข้อมูลว่าหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ไม่ใช่คนในพื้นที่จุดไฟเผา แต่คนนอกพื้นที่เข้ามาทำการเผา และออกจากพื้นที่ ทางจังหวัดจึงได้ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านรวมถึงชาวบ้านคอยสอดส่องและส่งข้อมูลให้กับทางตำรวจหรือทางราชการในการดำเนินการต่อไป

Advertisement

นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ร้อยตำรวจตรี สัณฐิติ ธรรมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก บอกว่า ปัจจุบันยังมีคงมีไฟหลงเหลืออยู่ในนาในพื้นที่หมู่ 5, 4, 3 และหมู่ 1 (บางส่วน) ในพื้นที่ตำบลท่าเรือ และหมู่ 6 ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก เช้าวันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกได้แนะนำให้ นายสรรเสริญ คำทอง นายอำเภอปากพลี ในฐานะผู้บัญชาเหตุการณ์จัดลงคลี่คลายสถานการณ์ดับไฟในทุ่งนา

สำหรับพื้นที่อำเภอปากพลี เป็นนาข้าวน้ำลึก รถดับเพลิงไม่สามารถลงไประงับเหตุได้ เนื่องจากไปก็ติดหล่ม ซึ่งเมื่อตอนช่วงเวลา 10.00 น. เป็นช่วงที่เกิดเหตุ ตอนนั้นได้มีการระดมสรรพกำลังรถน้ำ รถดับเพลิงจากทั้งจังหวัดมาได้ทั้งหมด 27 คัน พร้อมคนทำงานมากกว่า 200 คน จากนั้นได้แบ่งพื้นทื่และจัดกำลังออกเป็น 3 ชุดกระจายในการทำงานดับไฟ โดยใช้วิธีการป้องกันไม่ให้ไฟลามเข้าบ้านคน ซึ่งใช้เครื่องเป่าจากไฟป่าและมือตบ เนื่องจากรถน้ำไม่สามารถลงไปในแปลงนาได้ ส่งผลให้วันนี้ความจำเป็นจากรถดับเพลิงน้อยลง แต่สิ่งที่ทางจังหวัดจะดำเนินการที่ถูกจุดคือจัดชุดทำงานแต่งละหมู่บ้าน โดยให้ผู้ใหญ่บ้านนำ ชรบ.กรรมการหมู่บ้าน อาสาสมัครหมู่บ้าน ลงพื้นที่ท้องนา อีกส่วนหนึ่งก็จะใช้รถไถไถกันพื้นที่ไม่ให้ไฟลุกลาม ส่วนสภาพสถานการณ์ปัจจุบันถือว่าลดลงไปมากกว่าเมื่อวาน ถ้าไม่มีการจุดเพิ่มก็คาดว่าเหตุการณ์นี้ก็น่าจะจบ

ขณะเดียวกันขั้นตอนหลังจากนี้ไปคนที่จุดไฟเผานา ซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย ทางจังหวัดและส่วนราชการได้ขอร้องในช่วงที่มีสภาพอากาศปิด โดยทางพื้นที่ได้แจ้งว่าจะมีคนนอกพื้นที่หรือบุคคลอื่นที่เข้ามาลักลอบจุดไฟเผา ทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการทางตำรวจ พนักงานสอบสวนเจ้าของที่นาที่ปล่อยให้มีคนเช่าทำนายให้เข้ามาให้ถ้อยคำเพื่อทำการสืบสวนและดำเนินคดีผู้ก่อเหตุต่อไป
สำหรับพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้นั้น ตอนนี้อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ แต่จากการคาดการจากดาวเทียมจากทางจีสด้า ประมาณ 10,000ไร่ บวกลบ ในพื้นที่การเกษตรในตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลีมีทั้งหมดประมาณ40,000ไร่ ตอนนี้ถูกเผาไปประมาณ 1 หมื่นไร่ (ข้อมูล 1 ตำบลท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 43,714 ไร่ ) ส่วนที่เหลือก็ต้องมีการเฝ้าระวัง

ในส่วนเรื่องฝุ่นควัน และ PM2.5 ร้อยตำรวจตรี สัณฐิติ เผยว่า เมื่อวานตนและนายอำเภอปากพลีได้ลงพื้นที่ พบว่ามีการจุดไฟเผาในหลายพื้นที่ ทำให้พื้นที่ตำบลท่าเรือเต็มไปด้วยควันไฟ ทำให้ชาวบ้านและเด็กเล็กรวมถึงผู้สูงอายุ และผู้ป่วยบางส่วนเริ่มมีอาการจากฝุ่นควัน แต่เท่าที่พบมีหญิงสูงอายุมีอาการหายใจไม่ออก จึงได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลนครนายก ตอนนี้อาการดีขึ้น

ขณะที่ตอนนี้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มรู้และเข้าใจว่าการจุดไฟเผานาพร้อมๆ นั้นไม่ได้ส่งผลดี รวมถึงส่งผลกระทบต่อผู้อื่นและพื้นที่อื่น ทางจังหวัดจึงได้มอบหมายให้นายอำเภอและผู้ใหญ่บ้านเร่งเข้าชี้แจงและทำความเข้าใจให้กับชาวบ้าน ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศปิด ขอให้ชาวบ้านและเกษตรกรหยุดเผา ขณะเดียวกันทางจังหวัดได้เห็นใจทุกฝ่าย เห็นใจชาวนา ซึ่งพื้นที่ตำบลท่าเรือเป็นนาข้าวน้ำลึกตอซังข้าวสูงท่วมหัวถ้าใช้การไถ ไถแบบปกติไถไม่ออก ซึ่งทางจังหวัดนครนายก กรุงเทพมหานครและทุกหน่วยงานพยายามค้นหาวิธีต่างๆ ที่สามารถดำเนินการด้วยวิธการง่ายๆ แทนการเผาโดยการลดต้นทุน ซึ่งทางนายอำเภอปากพลีและเกษตร ขณะที่ทางกรุงเทพมหานครได้นำจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติพิเศษที่ย่อยสลายได้ง่ายมาทำการย่อยสลายตอนนี้นำมาทำในพื้นที่ 800 ไร่ ซึ่งถ้าทำได้ได้จำช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้ จึงอยากนำเรียนว่าทางจังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะช่วยชาวบ้าน ซึ่งจังหวัดทราบดีว่าชาวบ้าน เกษตรกรไม่ได้มีรายได้มาก และไม่ได้มีทางเลือกมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าการจัดไฟเผานาพร้อมกันทั้งหมด นอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้วนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น

ส่วนเรื่องคดี ทางจังหวัดไม่ได้ต้องการให้ชาวบ้านต้องติดคุก เพราะเราได้ขอกัน ทุกครั้งที่มีการเผาทางจังหวัดได้ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านไปกล่าวโทษ ซึ่งการก่อเหตุในลักษณะนี้เป็นความผิดทางอาญาแผ่นดิน แม้ไม่มีผู้เสียหายในการร้องทุกข์แต่สามารถกล่าวโทษได้ และได้มีการตามคดีทุกเย็นในการประชุมร่วมกันตำรวจและอำเภอ สำหรับการจุดพร้อมกันหลายแห่งถือว่าเป็นการท้าทายกฎหมาย ทางจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีหนังสือไปยังกองบังคับการจังหวัดนครนายกให้พิจารณสืบสวนสอบสวนนำตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องดำเนินการลงโทษต่อไป พร้อมส่งหนังสือไปยังผู้บัญชาการตำรวจภาคให้รับทราบกรณีนี้ด้วยเพื่อให้ทางผู้ใหญ่ได้รับทราบความเดือดร้อนของชาวจังหวัดนครนายก