หน้าแรก ภูมิภาค จบด้วยดี! ดรา...

จบด้วยดี! ดราม่าเงินเยียวยาเครนทับรถไฟ 1.7 ล้าน ตา-ปู่ เด็ก 10 ขวบ แบ่งคนละครึ่ง เด็กเลือกอยู่กับลุง 

6.02.26 | 22:26 น.

จบด้วยดี! ดราม่าเงินเยียวยาเครนทับรถไฟ 1.7 ล้าน ตา-ปู่ เด็ก 10 ขวบ แบ่งคนละครึ่ง เด็กเลือกอยู่กับลุง 

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกลายเป็นเรื่องดราม่า กรณีนางสาวสุพิณนา หรือพิน สัตบุตร อายุ 28 ปี เสียชีวิตจากการถูกเครนของบริษัทรับเหมาสร้างทางรถไฟรางคู่หล่นทับ ระหว่างการเดินทางมากับขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี เพื่อจะกลับบ้านที่จังหวัดบุรีรัมย์ บริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น-สถานีสีคิ้ว บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 09.05 น.ของวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวทางการรถไฟและบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างได้มีมติเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตเบื้องต้นเป็นเงินรายละ 1,539,000 บาท แต่เงินจำนวนดังกล่าวกลับไปเข้าบัญชีของ นายสำเริง อายุ 64 ปี พ่อของ น.ส.พิน ที่เสียชีวิต ทั้งที่ น.ส.พิน มี ด.ช.ธนกร หรือน้องกร ลูกชายอายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้น ป.4 อีก 1 คนซึ่งครอบครัวของปู่น้องกร (ฝั่งพ่อน้องกร) ได้เลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากพ่อน้องกร ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่น้องอายุได้เพียง 1 ขวบเท่านั้น

ต่อมานายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ถึงขั้นโทรศัพท์ทวงถามเงินจากตาของน้องกร สุดท้ายได้รับเงินโอนจากตาน้องกร มาเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาทเท่านั้น โดยอ้างว่าเงินเอาไปใช้หนี้ลูกสาว และจัดงานศพไปหมดแล้ว

จนกระทั่งล่าสุดนายเอกณรงค์ เฉิดพันธ์ อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทาง กฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เรียกทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันที่สำนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ในวันนี้ (6 ก.พ.)

การเจรจาใช้เวลานานกว่า 5 ชม. เพราะทั้งฝ่ายปู่และฝ่ายตาของน้องกร ต่างต้องการรับน้องกร ไปเลี้ยงเองเพื่อหวังอะไรบางอย่าง สุดท้ายอัยการได้ให้เด็กเป็นคนตัดสินใจโดยน้องกร เลือกจะไปอยู่กับฝ่ายญาติของปู่เพราะเป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก

Advertisement

อัยการยังซักถึงบัญชีค่าใช้จ่ายกับนายสำเริง ตาเด็ก โดยนายสำเริงได้เอาบัญชีค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาแสดงจากตัวเลขค่าใช้จ่ายที่อัยการได้รับจากนายสำเริง ระบุว่า รายรับทั้งสิ้นเป็นยอดเงิน 1,539,000 มีเงินช่วยเหลือจากบริษัทผู้รับเหมา 150,000 บาท, เงินช่วยเหลือจากการรถไฟ 80,000 บาท, เงินพระราชทาน 20,000 บาท, เงินเยียวยาจากรัฐบาล 1 ล้านบาท, กองทุนยุติธรรม 200,000 บาท, ค่าซองช่วยเหลือในงานศพเงินค่าซอง 89,000 บาท

ส่วนรายจ่ายได้จ่ายให้กับน้องกร จำนวน 200,000 บาท, ค่าทำงานศพ 5 วัน เป็นเงิน 589,000 บาท, หนี้ผู้ตาย นอกระบบ 154,100 บาท, หนี้ผู้ตาย รถ จยย. 26,375 บาท, หนี้ สหกรณ์ การเกษตร 60,752 บาท, หนี้เอาที่ดินไปเป็นหลักประกัน 200,000 บาท รวมรายจ่าย 1,230,227 บาท

เหลือยอดเงินสุทธิ 769,525 บาท อัยการให้แบ่งกันคนละครึ่ง จะได้คนละ 384,762.50 บาท น้องกร ได้รับโอนไปแล้ว 200,000 บาท ที่เหลือนายสำเริง เบิกเงินสดมาจ่ายให้อีก 185,000 บาท จนครบถ้วน ทั้งสองฝ่ายตกลงคุยกันด้วยดี

นายเอกณรงค์ เฉิดพันธ์ อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทาง กฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่าได้รับมอบหมายจากอธิบดีอัยการสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีข้อพิพาทให้เข้ามาไกล่เกลี่ย

เบื้องต้นได้มีการคุยกัน 2 ประเด็นหลักคือเกี่ยวกับการปกครองตามกฎหมาย เนื่องจากพ่อเด็กได้เสียชีวิตไปนานแล้ว และแม่เพิ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ จากการพูดคุยเด็กมีความผูกพันกับฝ่ายญาติคุณปู่มากกว่า ซึ่งเด็กมีความต้องการอยากจะอยู่กับฝ่ายญาติปู่ซึ่งฝ่ายตาก็ไม่คัดค้าน

ประเด็นต่อมาคือเงินเยียวยาของรัฐที่ฝ่ายตาได้รับมาทั้งหมด ซึ่งจากการสอบถามยอดรายรับรายจ่ายจากตาของเด็ก ถึงแม้ตัวเลขอาจจะไม่พิสูจน์ได้ทั้งหมดก็ตาม แต่วันนี้ได้มีตัวเลขชัดเจนออกมาแล้ว

ทั้งนี้เงินที่ได้รับจากการเยียวยา ไม่ใช่เงินมรดก ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อน แต่ต้องใช้กฎหมายมรดกมาพิจารณา ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วตาเด็กได้จดทะเบียนสมรสกับภรรยา จึงมีสิทธิได้รับเงิน ส่วนเด็กก็เป็นบุตรของผู้เสียชีวิต มีสิทธิเท่าเทียมกันคือจะต้องแบ่งกันคนละครึ่ง

อย่างไรก็ตามยังจะมีเงินเยียวยาอีกส่วนหนึ่งของการรถไฟประมาณ 260,000 บาท ซึ่งจะต้องแบ่งครึ่งเช่นเดียวกัน ไม่รวมกับที่อัยการจังหวัดนครราชสีมา ที่อยู่ระหว่างการฟ้องเรียกค่าเสียหายกับผู้กระทำความผิดทั้งหมด คือเป็นการชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งหากได้มาเท่าไหร่จะต้องเอามาพิจารณาเช่นเดียวกัน แต่ต้องรอให้คดีสิ้นสุดก่อน