หากเอ่ยถึงคณะรัฐมนตรีหรือ ครม.ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว ต้องยกชื่อของ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มากล่าวถึงในฐานะรัฐมนตรีที่ทำงานหนักคนหนึ่ง หากจะเอาไมล์การเดินทางที่ลงไปกำกับ ดูแลและการพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ระยะทางที่เดินทางสามารถจะพันรอบโลกได้อย่างสบาย
พล.อ.สุรเชษฐ์ คิดไว้ว่า “เวลาไม่เคยคอยใคร เด็กๆ ต่างรอผลจากการคิดของเรา เด็กๆเติบโตขึ้นทุกวัน จะได้มีอนาคตที่ดีจากการวางแผนการศึกษาของเราในวันนี้” นับเป็นโอกาสอันดีที่ พล.อ.สุรเชษฐ์ เปิดอกคุยกับ”มติชน”เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายคำถามและคำตอบที่ออกมา ทำให้เห็นว่า รัฐบาลวาง พล.อ.สุรเชษฐ์ ทำงานด้วยความเหมาะสมอย่างยิ่ง
พล.อ.สุรเชษฐ์ เกริ่นถึงข้อมูลพื้นฐานการศึกษาในภาพรวมทุกสังกัดในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปีการศึกษา 2559 มีสถานศึกษา จำนวน 5,747 แห่งนักเรียน/นักศึกษา จำนวน 946,746 คน และครูผู้สอน/อาจารย์ จำนวน 75,744 คน เท่ากับว่า มีครูและนักเรียนร่วม 1 ล้านคน ที่อยู่ภายในความรับผิดชอบ
รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จัดตั้งครม.ส่วนหน้าขึ้นมาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหูเป็นตาคอยทำหน้าที่ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ รายงานตรงถึงนายกฯ ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปบ.จชต.) ขึ้นมา หรือ “กระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้า” นั่นเอง

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า “ศธ.ส่วนหน้า” เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน เชื่อมโยง บูรณาการงานต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าด้วยกันให้มีประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนการศึกษาในพื้นที่ตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ และนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
“ที่ผ่านมามีผลงานเป็นที่น่าพอใจ ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ปัจจุบัน ศปบ.จชต. จัดทำแผนยุทธศาสตร์การศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน กำหนดวิสัยทัศน์คือ ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21

“เมื่อมีกระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้ามาทำหน้าที่ มีการบูรณาการแผนงาน โครงการ และงบประมาณของหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แผนงานใดที่มีความซ้ำซ้อนกันก็นำมาบูรณาการเป็นแผนเดียวกัน การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ไม่ได้มีเพียงหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่มีผู้บริหารและข้าราชการทุกสังกัด ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนภาคเอกชน เช่น หอการค้าจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด เข้าร่วมด้วย เป็นคณะสำคัญที่จะร่วมคิดร่วมวางแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ให้มีคุณภาพทัดเทียมกับภาคอื่นให้ได้ แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ จะมีสัญญาณที่ดีกับระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่สูงขึ้นแล้วก็ตาม”
พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า การจะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาตามที่แผนยุทธศาสตร์การศึกษา ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคม ผ่านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ การรับรู้ การยอมรับ การตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ดี และความพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้าได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนไว้อย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับการได้รับการจัดสรรงบประมาณตามกรอบทิศทางเป้าหมายการพัฒนา เพื่อพัฒนาการศึกษาให้บรรลุผลตามตัวชี้วัดในช่วงเวลาที่ได้กำหนดไว้
เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นตัวบั่นทอนการศึกษาของเด็กและเยาวชน พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า “สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณภาพการศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่ำสุดเมื่อเทียบกับระดับประเทศ การจัดการเรียนการสอนทำได้ไม่เต็มที่ ส่งผลต่อขวัญกำลังใจของครู เกิดความหวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย ทำให้ไม่มีสมาธิในการสอน ดังนั้นการเสริมสร้างความปลอดภัยของครู บุคลากร นักเรียน นักศึกษาและสถานศึกษาต้องคำนึงถึงเป็นสำคัญ”
ส่วนการยกระดับคุณภาพการศึกษาของพื้นที่เหล่านี้ พล.อ.สุรเชษฐ์ อธิบายไว้ว่า ได้นำโครงการต่างๆ ตามนโยบายของ ศธ. ลงไปสู่พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสอนภาษาไทยแบบแจกลูกสะกดคำ ให้เด็กชั้น ป.1 อ่านออกเขียนได้ 100% กิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยเสริมในจัดการเรียนการสอน เรียกได้ว่าในพื้นที่อื่นๆ มีโครงการอะไร พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทำเหมือนกันแต่จะทำให้เข้มข้นและให้ลำดับความเร่งด่วนสูง

“นอกจากนี้ยังคัดเลือกโรงเรียนในอำเภอ อำเภอละ 1 แห่ง พัฒนาเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เปิดสอนตั้งแต่ ป.1-ม.3 รองรับนักเรียนจบชั้น ป.6 เข้าเรียนต่อ ม.1 ในโรงเรียนใกล้บ้าน ไม่ต้องเคลื่อนย้ายหรือเดินทางเรียนไกล สะดวกต่อการดูแลความปลอดภัย”
“ส่วนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยเฉพาะสถาบันศึกษาปอเนาะ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 478 แห่ง ศธ.ส่งครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน หรือ ครู กศน. 1 คน ดูแลรับผิดชอบ 1 สถาบันศึกษาปอเนาะ เพื่อทำหน้าที่สอนวิชาสามัญและสายอาชีพ และจะประสานกับสถานศึกษาอาชีวศึกษาในจังหวัดนั้นๆ ไปจัดสอนอาชีพระยะสั้นให้แก่นักศึกษา ประชาชนในพื้นที่อีกด้วย”
พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า การสร้างโอกาสทางการศึกษาได้จัดสรรทุนการศึกษารูปแบบต่างๆ กว่า 16,000 ทุนต่อปี โครงการที่ ศธ.ริเริ่มและได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ปกครอง ชุมชน และนักเรียน คือ โครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ ให้ทุนการศึกษานักเรียนที่จบม.3 เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.00 และมีทักษะทางกีฬา สมัครเข้าเรียนต่อในระดับ ม.ปลาย (ม.4-6) สายวิทยาศาสตร์-กีฬา และสายศิลป์-กีฬา เปิดสอน 6 แห่ง ได้แก่ ร.ร.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ยะลา, ร.ร.รือเสาะชนู ปถัมภ์ นราธิวาส, ร.ร.มัธยมสุไหงปาดี นราธิวาส, ร.ร.โพธิ์คีรีราชศึกษา ปัตตานี, ร.ร.นาทวีวิทยาคม สงขลา และร.ร.ละงูพิทยาคม สตูล ปีการศึกษา 2560 จะเปิดเพิ่มอีก 2 แห่ง คือ ร.ร.เบตง “วีระราษฎร์ประสาน” ยะลา และร.ร.สุวรรณไพบูลย์ ปัตตานี ยังเตรียมการให้เมื่อเรียนจบ ม.6 ได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับระดับอุดมศึกษาถึงปริญญาตรี หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ต่อเนื่องถึงปริญญาตรี
“มองว่าการใช้เงินไม่มากประมาณ 40,000 บาทต่อคนต่อปี เทียบกับการให้โอกาสทางการศึกษาเด็กถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ขณะเดียวกัน ปี 2560 จะขยายผลพัฒนาเด็กที่มีความเป็นเลิศด้านอื่นๆ เช่น โยธวาทิต (ห้องเรียนดนตรี) และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งการเรียนสายอาชีพ (ห้องเรียนศิลป์อาชีพ) อีกด้วย”
กรณีปัญหา “เด็กตกหล่น” ที่ไม่สามารถเข้าเรียนได้ รมช.ศึกษาฯ กล่าวว่า การค้นหาเด็กกลุ่มนี้ทำได้ค่อนข้างยาก ได้มอบให้ครูกศน.ลงเก็บข้อมูลคุยกับผู้ใหญ่บ้าน จะสำรวจจากฐานข้อมูลเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักด้วย จะหาคำตอบให้ได้ว่าเด็กอยู่ที่ไหนและนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา กศน. ส่วนการดูแลเด็กพิการ อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงเรียนการศึกษาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จ.ยะลา จะรับเด็กนักเรียนรุ่นแรกในปีการศึกษา 2561 ตั้งเป้ารองรับเด็กพิการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ประมาณ 2,000 คน
เมื่อกล่าวถึงการผลิตและพัฒนาคนให้สอดคล้องกับการพัฒนาของเพื่อการมีงานทำ พล.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่า ได้รณรงค์ให้เด็กนักเรียนสายสามัญเข้าเรียนสายอาชีพมากขึ้น ทั้งปีการศึกษา 2558 และ 2559 เด็กในพื้นที่เรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เรียนด้านเกษตรกรรมและประมง ช่างฝีมือ ช่างยนต์ขนาดเล็ก ช่างไฟฟ้า เป็นต้น รัฐบาลกำหนดให้พื้นที่ จ.นราธิวาส (อ.สุไหงโกลก) เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ และ ครม.ได้อนุมัติโครงการพัฒนาเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ดังนั้นถือเป็นหน้าที่ของ ศธ.ในฐานฝ่ายผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ ในสาขาที่เป็นที่ต้องการของพื้นที่ จะเน้นให้เด็กจบแล้วทำงานในพื้นที่เป็นหลัก เพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ส่วนจะผลิตสาขาใด จำนวนเท่าไหร่ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดตัวเลขที่ต้องการ เพื่อ ศธ.จะได้วางแผนผลิตต่อไป ปัจจุบันได้กำหนดแผนดังกล่าวเป็นระดับจังหวัดไว้เรียบร้อยแล้ว
“สอศ.จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมอาชีพระดับอำเภอ จำนวน 23 ศูนย์ กระจายทั่วพื้นที่ห่างไกล เพื่อฝึกสอนให้กับเด็กนักเรียนในสายอาชีพ และอบรมอาชีพระยะสั้นให้แก่ประชาชน เป็นการส่งเสริมการสร้างอาชีพได้อีกทางหนึ่งด้วย”
พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จะเห็นได้ว่าการทำงานต่างๆ ล้วนเชื่อมโยงกันทั้งหมด เรื่องที่ทำก็ไม่ได้คิดมาจากระดับนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ตลอดช่วงเกือบ 3 ปี ได้พูดคุยกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมคิด ร่วมเสนอแนะ ประเมินผลการทำงานทุกระยะ 3 เดือน 6 เดือนและ 1 ปี ครูและบุคลากรทางการศึกษาล้วนมีจิตวิญญาณความเป็นครู อยากจะทำงานเต็มที่ ศธ.เข้ามาดูแลแก้ปัญหาที่เขากังวลใจและให้การสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ และการสนับสนุนต่างๆ
“ส่วนตัวผมพอใจที่คุณภาพการศึกษาดีขึ้น แต่ยังไม่พอใจถึงที่สุด ถ้าดูมาตรฐานระดับประเทศยังไม่เท่าภาคอื่น ๆ แต่ผมมีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้เกิดความเท่าเทียมและทั่วถึง ทำให้เด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีคุณภาพการศึกษาทัดเทียมกับภาคอื่นๆ ผมก็ได้มีการปรับปรุงการทำงานต่าง ๆ ที่กล่าวในขั้นต้นให้เข้มข้นขึ้นเตรียมการสำหรับการเปิดเทอม ปีการศึกษา 2560 ที่จะถึงนี้อีกด้วย” พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย
เขมินท์ เกื้อกูล/เรื่อง

