แนะเปลี่ยนวิธีลงคะแนนเลือกตั้ง ใช้บัตรปชช.ใบเดียวเสียบได้ทุกอำเภอ สกัดซื้อเสียง ปิดช่องโกง
วันที่ 13 ก.พ.69 เวลา 13.30 น. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยถึงข้อเสนอในการพัฒนาระบบการเลือกตั้งสำหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย จากนายพนธ์ มรุธพงษ์สาธร อายุ 54 ปี ชาว ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าของกิจการนำเข้าและจำหน่ายรถพลังงานไฟฟ้าจากประเทศจีนรายแรกของไทย มาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ผู้มีผลงานทางด้านโนโลยีอุตสาหกรรมไฟฟ้า เคยได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นปี 2560 จาก สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ เคยได้รับรางวัลรองชนะเลิศวิศวกรรมไฟฟ้า จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังว่า
ความวุ่นวายที่ได้เห็นเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ตามที่ได้เห็นเป็นข่าวกันอยู่นั้น เราต้องไปแก้กันที่ต้นทางคือวิธีการเลือกตั้ง โดยเรียกว่านวัตกรรมการเลือกตั้งหรือนวัตกรรมประชาธิปไตย ด้วยการเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม โดยนำแนวคิดของตนที่ต้องการนำเสนอสู่สังคมนี้ และกำลังนำส่งเข้าไปสู่การประกวดนวัตกรรมประชาธิปไตย ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ บัตรประชาชนใบเดียวเสียบได้ทุกอำเภอ
ที่จะเปลี่ยนรูปแบบของการเลือกตั้งไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการใช้ระบบเสียบบัตรประชาชนและแสกนลายนิ้วมือ จากนั้นระบบจะขึ้นชื่อระบุว่าเรามีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอะไร เขตเลือกตั้งไหน และแสดงผลว่ามีใครเป็นผู้สมัครในเขตนี้บ้าง ทั้งรายชื่อและพรรคการเมืองรวมถึงมีเสียงออกมา ซึ่งผู้เข้ามาเลือกตั้งสามารถใช้นิ้วมือกดเพื่อเลือกและแสกนลายนิ้วมือในการใช้สิทธิ์ โดยกดเลือกเบอร์หรือหมายเลขของผู้สมัครรายนั้นๆ ได้
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในประเทศไทย ก็สามารถเข้าไปเลือกตั้งได้ในทุกที่ ทุกที่ว่าการอำเภอหรือหน่วยลงคะแนนทั่วประเทศไทย ไม่ต้องเสียเงินในการเดินทางกันครั้งละเป็นหมื่นๆ บาท ในการขนคนพากันเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนา สำหรับผู้ที่ออกมาทำงานไกลๆ จากต่างจังหวัด และยังปลอดภัยไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาเพื่อไปใช้สิทธิ์ หรือแม้แต่เราเดินทางไปท่องเที่ยวในวันเลือกตั้ง ก็ยังสามารถแวะเข้าไปยังที่ว่าการอำเภอหรือทุกหน่วยลงคะแนนทั่วทุกแห่งของประเทศได้
คะแนนทุกคะแนนก็จะปลอดภัย ไม่มีใครโกงเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นระบบที่เราต้องคิดค้นขึ้นมาพัฒนาขึ้นมาให้เป็นนวัตกรรมประชาธิปไตย และสิ่งที่สำคัญนั้นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องออกไปใช้สิทธิ์กันทุกคน เพราะหากไม่ออกไปใช้สิทธิ์ก็จะมีมาตรการทำให้หมดสิทธิ์ไปด้วย เช่น หากไม่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งก็จะหมดสิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค สิทธิตามโครงการของรัฐ เช่น โครงการคนละครึ่ง และสิทธิ์การช่วยเหลือจากภาครัฐในทุกโครงการที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต
แม้แต่ข้าราชการด้วย ถ้าหากไม่ไปใช้สิทธิ์ก็หมดสิทธิ์ในการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง แรงงานก็จะหมดสิทธิ์ในด้านแรงงาน ตลอดจนนักธุรกิจพ่อค้าแม่ค้า หากไม่ไปใช้สิทธิ์ก็จะหมดสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการใดๆ ของรัฐ จึงเชื่อว่าจะเป็นนวัตกรรมประชาธิปไตยที่จะใช้ได้ผลสำหรับสังคมไทย และมีประสิทธิภาพ ขจัดปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ขจัดปัญหาการไม่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
นวัตกรรมการเลือกตั้งใหม่นี้ จะช่วยประหยัดเงินงบประมาณแผ่นดินในการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ได้ครั้งละไม่ต่ำกว่า 7-8 พันล้านบาท ทั้งยังเป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม และจะไม่เกิดปัญหาความวุ่นวายหลังการนับคะแนนเลือกตั้ง ที่กำลังเกิดขึ้นให้เห็นอยู่ในขณะนี้ เป็นการขจัดคำนิยามในท้องถิ่นที่ว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” ให้หมดไป และหากผลงานนวัตกรรมที่ตนคิดได้นี้ได้รับความเห็นชอบ จะขอนำเสนอไปสู่การเขียนในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
และครั้งต่อไปการเลือกตั้งแบบเข้าคูหา ที่มีขั้นตอนการนับคะแนนผิด หรือต้องจ้างคนมาตรวจสอบ นับคะแนนใหม่ หรือโกงการนับแล้วมีบัตรเขย่งจะหมดไปอย่างสิ้นเชิง จึงอยากเรียกร้องให้นักการเมืองทุกคนทุกท่าน ที่เห็นด้วยกับนวัตกรรมการเลือกตั้งแบบนี้ช่วยกันสนับสนุน หากท่านไม่เคยทุจริต ไม่เคยซื้อเสียง ขอให้ช่วยกันออกมาผลักดันให้ถูกบรรจุเข้าไปไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กำลังจะมีการแก้ไขตามเสียงประชามติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ด้วย นายพนธ์ กล่าว

