หน้าแรก ภูมิภาค อดีตปลัดมท.ถ่...

อดีตปลัดมท.ถ่ายทอดประสบการณ์ผู้ว่าฯใหม่ รับมืออำนาจลด คาดหวังไม่เปลี่ยน พาจังหวัดพ้นวิกฤตอย่างไร

14.02.26 | 18:22 น.

อดีตปลัดมหาดไทย ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงบนเวทีสัมมนาผู้บริหารระดับสูงมท. ปลุกใจผู้ว่าฯ ใหม่ รับมืออำนาจลด แต่ความคาดหวังสังคมยุคดิจิทัลยังไม่เปลี่ยนแปลง ย้ำชัดหมดยุคสั่งการด้วยพระเดช แต่ต้องใช้ ศรัทธาและการประสานงานเพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ นำพาจังหวัดพ้นวิกฤต

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างวันที่10 -13 กุมภาพันธ์ กระทรวงมหาดไทยได้จัดโครงการอบรมเพื่อเสริมสมรรถนะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ ประจำปีงบประมาณ 2569  ที่โรงแรมหลานหลวง ปริ๊นเซส กรุงเทพ

ทั้งนี้การจัดอบรมดังกล่าวเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ โดยผู้รับการอบรมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ตรวจราชการกระมหาดไทยที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ในปี 2569 จำนวน 24 ตำแหน่ง ทั้งนี้ได้มีการเชิญวิทยากรและนักวิชาการต่างๆรวมทั้งอดีตอธิบดีและอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในการทำงานในฐานะคนเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมาก่อนด้วย

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ได้เชิญนายกฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยมาบรรยายในหัวข้อ บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ถอดบทเรียนอำนาจหน้าที่: จากยุค ‘ข้าหลวง’ สู่ยุค ‘ผู้บูรณาการ’

Advertisement

นายกฤษฎา ผู้ผ่านงานในพื้นที่อย่างเข้มข้นทั้งตำแหน่งนายอำเภอ 10 ปี และผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 5 ปี ได้ฉายภาพประวัติศาสตร์อำนาจของนักปกครองว่า ในยุคก่อนปี 2540 ผู้ว่าราชการจังหวัดเปรียบเสมือน “แม่ทัพ” ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ สวมหมวกหลายใบ ทั้งหัวหน้าส่วนราชการภูมิภาคและหัวหน้าส่วนราชการปกครองท้องถิ่นโดยทำหน้าที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดรวมถึงอำนาจด้านกระบวนการยุติธรรมที่กว้างขวางเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนมีอำนาจอนุมัติหมายจับ หมายค้นตามกฎหมายอาญา

อย่างไรก็ตาม หลังการปฏิรูปราชการและการกระจายอำนาจในปี 2540 โครงสร้างการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หน่วยงานสำคัญทั้งของกระทรวงมหาดไทย ถูกแยกออกไปจัดตั้งเป็นกระทรวงใหม่ และไม่มีฐานะเป็นราชการส่วนภูมิภาค เช่น กรมตำรวจ กรมราชทัณฑ์ กรมประชาสงเคราะห์ กรมแรงงาน เป็นต้น

ขณะเดียวกันมีการยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ขึ้นทั่วประเทศ เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)โดย กฎหมายกระจายอำนาจกำหนดให้ผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นที่จัดตั้งใหม่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในพื้นที่ ทำให้บทบาท “ผู้สั่งการ” ของผู้ว่าฯ ถูกลดทอนลงตามข้อกฎหมาย แต่สิ่งที่ “ไม่เคยลดลงเลย” คือความคาดหวังของประชาชน

“ประชาชนไม่ดูข้อกฎหมาย แต่ดูที่ความพึ่งพาได้” นายกฤษฎากล่าว และว่า “ประชาชนไม่ได้สนใจว่ากฎหมายฉบับใดลดอำนาจผู้ว่าฯ ”

นายกฤษฎากล่าวว่า แต่เมื่อเกิดวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาค่าฝุ่น PM 2.5 ที่รุนแรง, น้ำท่วม ,ภัยแล้ง, ยาเสพติด หรือราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ผู้ว่าราชการจังหวัดคือชื่อแรกที่ประชาชนเรียกหาและฝากความหวัง

“ท่านไม่สามารถอ้างได้ว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงนั้นหรือกรมนี้ เพราะในสายตาชาวบ้าน ท่านคือที่พึ่งสุดท้าย หากท่านไม่ปรากฏตัวในพื้นที่เพื่อร่วมทุกข์ร่วมสุข ท่านจะสูญเสียความศรัทธาทันที” อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าว

นายกฤษฎากล่าวว่า ยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับผู้ว่าฯ ยุค 2569 เพื่อให้เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน  มีแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม ดังนี้
1. เปลี่ยนแนวคิดจาก ‘Commander’ สู่ ‘Chief Facilitator’ (ผู้อำนวยความสะดวกการทำงานหรือผู้ประสานความร่วมมือ): ผู้ว่าฯ ต้องเลิกทำงานแบบแยกส่วน (Silo) แต่ต้องใช้เทคนิคการประสานงาน ดึงเอาภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และท้องถิ่น มาเป็นพันธมิตร ผ่านการประชุมหัวหน้ากรมการจังหวัดที่มีหัวหน้าส่วนราชการต่างๆที่มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่มาประชุมร่วมกันทุกเดือนโดยใช้เป้าหมายของจังหวัดเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่หัวโขนของหน่วยงาน ในการประชุมแต่ละเดือนเพื่อชี้แนะเป้าหมายวาระจังหวัดหาเจ้าภาพเพื่อขอความร่วมมือในการทำงานเพื่อจังหวัดและติดตามการทำงานของทุกส่วนราชการ ทั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดยังพอมีหน้าที่และอำนาจให้ทำได้เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และแก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับยังคงให้อำนาจไว้

2. Digital Leadership & Dashboard: ปัจจุบันสายตาทุกคู่จ้องมองผ่านโซเชียลมีเดีย ผู้ว่าฯ ต้องใช้เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น การจัดตั้งชุดปฎิบัติการประจำตำบล(Task Force )เพื่อให้มีหน่วยงานรับผิดชอบทำงานหรือประสานงานกับองค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนและ ใช้ระบบติดตามงานพื้นที่ผ่านกระดาน Digital Dashboard เพื่อความรวดเร็ว แม่นยำ และโปร่งใสในการแก้ไขปัญหา

3. การบริหาร ‘ต้นทุนศรัทธา’: ความซื่อสัตย์สุจริตคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด นอกจากตนเองแล้ว บุคคลในครอบครัวต้องวางตัวให้เหมาะสม แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันข้อครหาและรักษาภาพลักษณ์ของสถาบันผู้ว่าราชการจังหวัด การวางตนและการปฎิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยังเป็นแนวทางการทำงานที่จะทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับความศรัทธาจากมวลชนในพื้นที่และความร่วมมือต่างๆก็จะตามมาแม้ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

“ตำแหน่งมีวาระ แต่อุดมการณ์ไม่มีวันเกษียณ วันที่ท่านถอดหัวโขนออกหรือย้ายออกจากจังหวัดไป สิ่งที่ชาวบ้านจะจำ คือวันที่เขาเดือดร้อนที่สุด ท่านผู้ว่าฯได้อยู่เคียงข้างเขาหรือไม่ นั่นคือรางวัลที่แท้จริงของคนมหาดไทย” นายกฤษฎากล่าว