
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังได้มีชาวบ้าน เหยื่อนายทุนเงินกู้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐดูแลช่วยเหลือ เกี่ยวกับปัญหาหนี้นอกระบบ รวมถึงปัญหานายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยโหดเอารัดเอาเปรียบ สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านหลายรายในพื้นที่ จ.นครพนม จึงได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
จนกระทั่งได้พบ นางรัดดาวัลย์ คำบุญ อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 131 หมู่ 12 บ้านนาถ่อน ต.นาถ่อน อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งเป็นหนึ่งในเหยื่อนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยโหด ที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีนำโฉนดที่ดินและบ้าน มรดกตกทอดจากพ่อแม่ ไปจำนำกับนายทุนรายหนึ่งของ จ.นครพนม ตั้งแต่ปี 2545 เพื่อนำเงินทุน จำนวน 1.5 แสนบาท ให้หลานชายไปทำงานต่างประเทศ แต่เกิดปัญหาสามารถส่งหนี้สินได้เพียงไม่กี่เดือน เมื่อหลานชายถูกส่งกลับไม่ได้ทำงาน ทำให้ผิดสัญญาไม่มีเงินชำระหนี้ จนสัญญาจำนองที่ดินและบ้านพ้นกำหนด ทำให้นายทุนขับไล่ออกจากบ้าน ไม่มีบ้านพักอาศัย ต้องไปเช่าบ้านอยู่ และถูกฟ้องร้องบังคับคดี ซึ่งล่าสุดกรมบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดบ้านพร้อมที่ดิน จะสิ้นสุดกำหนดในวันที่ 15 มิถุนายน 2560 โดยทางเจ้าตัวเปิดใจว่า ตลอดระยะเวลา 15 ปี ที่ผ่านมา พยายามดิ้นรนหาทางแก้ไข และให้หน่วยงานเกี่ยวข้องช่วยเหลือแต่ไม่ได้รับการดูแลแก้ไข ทำให้น้องสาวเกิดความเครียดและผูกคอตาย หลานชายสูญหายหนีไปทำงานต่างจังหวัด
ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบข้อมูลยังพบว่า ในพื้นที่ จ.นครพนม มีลูกหนี้นอกระบบอีกหลายรายที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการนำที่ดิน ทรัพย์สินไปจำนองกับนายทุนรายใหญ่คนเดียวกันของ จ.นครพนม จนต้องมีการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ถูกยึดทรัพย์สิน เพราะรูปแบบการทำนายทุนจะมีการทำสัญญาแบบรัดกุม แต่จะใช้วิธีการลงรายละเอียดในสัญญาเกี่ยวกับดอกเบี้ยถูกต้องตามกฎหมาย หรือประมาณร้อยละ 15 ต่อปี แต่จะมีการหักต้นล่วงหน้า และเก็บดอกเบี้ยโหดนอกเหนือจากสัญญา ประมาณร้อยละ 3-5 บาทต่อเดือน อีกทั้งยังฉวยโอกาสยึดเอาทรัพย์สินทันทีหากขาดส่ง หรือผิดสัญญา โดยไม่มีการต่อรอง และที่ผ่านมาในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม รวมถึงการต่อสู่คดี ส่วนใหญ่เหยื่อเงินกู้จะแพ้คดี เพราะมีการจัดทำเอกสารแบบรัดกุม
ล่าสุดหลังมีเหยื่อนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยโหดออกมาเรียกร้องเปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อ ทางด้านนายไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ รอง ผวจ.นครพนม พร้อมด้วย นายอติชาต อุณหเลขกะ นายอำเภอธาตุพนม จ.นครพนม นำเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเกี่ยวของเข้าไปตรวจสอบหาทางช่วยเหลือ โดยยืนยันว่าจะหาทางแนวทางช่วยเหลือ ร่วมกับทางอำเภอธาตุพนม และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อนำเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือของรัฐบาล นำเงินมาไถ่ถอนที่ดินและผ่อนชำระดอกเบี้ยต่ำ ทั้งนี้จะต้องมีการเจรจากับนายทุนเพื่อหาทางแก้ไข ดูแลช่วยเหลือ กำหนดในวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 จะมีการนัดเจรจาระหว่างนายทุน หน่วยงานเกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเกี่ยวข้อง
โดยนางรัดดาวัลย์ คำบุญ อายุ 65 ปี เหยื่อเงินกู้ เปิดเผยถึงชีวิตรันทด เริ่มแต่ปี 2545 ได้นำโฉนดที่ดินมรดกตกทอดจากพ่อแม่ผืนสุดท้าย ที่อาศัยอยู่กับน้องสาว คือ นางสุวรรณหงส์ น้อยนันตะ อายุ 55 ปี คือบ้านเลขที่ 57 หมู่ 1 บ้านนาถ่อน ต.นาถ่อน อ.เมือง จ.นครพนม มีเนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา ไปจำนองกับนายทุนรายหนึ่ง เพื่อนำเงินเป็นค่าใช้จ่าย ให้หลานชาย คือ นายยอดชัย น้อยนันตะ อายุ 37 ปี ไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งในการทำสัญญาจำนอง เป็นเงินจำนวน 2 แสนบาท แต่รับจริง จำนวน 1.5 แสนบาท เพราะถูกหักดอกเบี้ยล่วงหน้า รวมถึงค่าทำสัญญา แต่ทางนายทุนบอกว่า มูลค่าที่ดินผืนแรกต่ำไม่พอ จึงได้นำเอาโฉนดที่ดินว่างเปล่าไปค้ำประกันเพิ่ม ทำสัญญาจำนองเพิ่มเป็นเงินประมาณ 70,000 บาท รับจริง เป็นเงินอีก 50,000 บาท ซึ่งในสัญญาระบุดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี แต่คิดจริงร้อยละ 3 บาทต่อเดือน และกำหนดส่งรายเดือน เดือนละ 8,000 บาท รู้ว่าดอกเบี้ยแพงมาก แต่ต้องยอม เพราะอยากให้หลานชายไปหาเงิน เผื่อจะมีรายได้ฐานะมั่นคงขึ้น แต่โชคร้ายไปทำงานแค่ 6 เดือน มีปัญหาไม่มีงานถูกส่งกลับไป ทำให้หลานชายตกงานไม่มีงานทำ จนเกิดปัญหาภาระหนี้สิน ขาดส่งผิดสัญญา เคยไปขอผ่อนผัน ขอความเมตตาจากนายทุนแต่ไม่เป็นผล จนกระทั่งในปี 2551 ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี สร้างความเดือดร้อนไม่มีเงินจ้างทนายความ โดยศาลจังหวัดนครพนมมีคำพิพากษาตัดสินให้ชำระหนี้ เคยไปเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจริงจัง
จนกระทั่งเมื่อปี 2551 ถูกนายทุนฟ้องบังคับคดี นำทรัพย์สินไปขายทอดตลาด ส่วนหลานชายตกงานเร่ร่อนหนีไปทำงาน กทม. ไม่ติดต่อกลับมาบ้านหลายปี ซ้ำร้ายเมื่อปี 2554 น้องสาวเครียดผูกคอตาย เพราะถูกฟ้องร้อง ไล่ออกจากบ้านพัก ต้องไปเช่าบ้านอยู่ ล่าสุดทราบว่ากรมบังคับคดีประกาศที่ดินกับบ้านขายทอดตลอด สิ้นสุดในวันที่ 15 มิถุนายน 2560 เคยหาทางเข้าโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบกับภาครัฐ แต่หลังน้องสาวเสียชีวิต จึงไม่มีคนดูแลช่วยเหลือ ต้องยอมรับสภาพมาถึงทุกวันนี้ หากเป็นไปได้อยากขอความเมตตากับผู้มีอำนาจ หน่วยงานภาครัฐ หาทางช่วยเหลือ โดยอยากให้ปล่อยกู้มาส่งคืนนายทุน เพราะอยากได้บ้านที่ดินคืน และส่งผ่อนชำระในราคาไม่แพง เพราะลูกของตน 2 คน มีงานทำ พอส่งได้ เคยเข้าไปผ่อนผันกับนายทุน แต่ทางนายทุนไม่ยอม เคยขอความเมตตาหลายครั้ง ยืนยันฟ้องร้องบังคับคดีคำเดียว มาถึงวันนี้ตนไม่ต้องการเอาผิดกับนายทุน เพราะยอมรับยากจนอยากได้เงินไปให้หลานชายลงทุน ไปขายแรงงาน แต่คิดว่านายทุนคงเมตตาสงสาร หากไม่มีจริงๆ ตนต้องดิ้นรนต่อสู้หาทางใช้หนี้ สุดท้ายต่อสู้มากกว่า 10 ปี แต่ถูกฟ้องดำเนินคดี บังคับคดีนำบ้านที่ดินขายทอดตลาด ไร้ที่พึ่ง
