หน้าแรก ภูมิภาค ชาววาปีปทุม เ...

ชาววาปีปทุม เผย ต้องรอคิวนาน 32 ปี ถึงจะได้เงินค่าทำศพ หลังสมาคม-กองทุนฌาปนกิจ ค้างจ่ายกว่า 1.4 พันล.

20.02.26 | 15:51 น.

ชาววาปีปทุม เผย ต้องรอคิวนาน 32 ปี ถึงจะได้เงินค่าทำศพ หลังสมาคม-กองทุนฌาปนกิจ ค้างจ่ายกว่า 1.4 พันล้าน

หากยังจำกันได้ เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา มีการรวมตัวกันของชาวบ้านหลายร้อยคนใน อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม และใกล้เคียง ขอให้ตรวจสอบกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์วาปีปทุม และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วาปีปทุม ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีชาวบ้านถูกตัดสิทธิ เนื่องจากขาดส่งเงินเข้ากองทุน และกรณีมีญาติพี่น้องเสียชีวิต แต่ได้รับเงินค่าฌาปนกิจไม่ครบตามสัญญาที่ให้ไว้ ต้องรอเข้าคิวจ่ายเงินส่วนที่เหลือนานถึง 32 ปี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,400 ล้านบาท

โดยในปีเดียวกัน นายทะเบียนสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ประจำท้องที่เทศบาลตำบลวาปีปทุม ได้ออกคำสั่ง ที่ 3/2566 เรื่อง ให้สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วาปีปทุมและกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์วาปีปทุม ระงับการรับเงินและการจ่ายเงินสงเคราะห์ไว้ก่อน จนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหา การเรียกเก็บและการจ่ายเงินสงเคราะห์ให้เสร็จสิ้น

อ่านข่าวหวั่นแชร์ลูกโซ่? ชาวบ้าน ร้องDSI สอบสมาคมฌาปนกิจ-กองทุนสวัสดิการ เบี้ยวค่าทำศพ 1.4 พันล้าน

ต่อมาในปี 2567 นายประภาส กิจจินดาโอภาส นายกเทศบาลตำบลวาปีปทุม ในขณะนั้น ในฐานะนายทะเบียนสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ประจำท้องที่เทศบาลตำบลวาปีปทุม ได้มีคำสั่งที่ 8/2567 เรื่องให้เลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วาปีปทุม และคำสั่งที่ 9/2567 เรื่องให้เลิกกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์วาปีปทุม เนื่องจากทั้งสมาคมฯ และกองทุนฯ ไม่สามารถดำเนินการจ่ายค่าจัดการศพ หรือค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ของสมาชิกที่ถึงแก่ความตายที่ได้ระบุไว้ในบัตรสมัครให้เป็นผู้รับเงินสงเคราะห์ และหรือเป็นผู้จัดการศพให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 97 วัน ซึ่งไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่องวิธีการจ่ายเงินค่าจัดการศพ หรือค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัว การจ่ายและการเก็บรักษาเงินของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 2545 ข้อ 4

โดยสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วาปีปทุม มีรายการยอดค้างจ่ายเงินค่าจัดการศพ หรือค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัว (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2566) จำนวน 749,450,000 บาท (เจ็ดร้อยสี่สิบเก้าล้านสี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน) และกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์วาปีปทุม มีรายการยอดค้างจ่ายเงินค่าจัดการศพ หรือค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัว (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2566) จำนวน 722,875,000 บาท (เจ็ดร้อยยี่สิบสองล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นห้าพันบาทถ้วน) รวมเป็นเงิน 1,472,325,000 บาท (หนึ่งพันสี่ร้อยเจ็ดสิบสองล้านสามแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

Advertisement

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ที่เทศบาลตำบลวาปีปทุม อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม นายดนตรี อินทร์ไชย ปลัดเทศบาลตำบลวาปีปทุม ในฐานะผู้ช่วยนายทะเบียนสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ประจำท้องที่เทศบาลตำบลวาปีปทุม กล่าวว่า ในเขตความรับผิดชอบของเทศบาลตำบลวาปีปทุม มีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในเขตท้องที่เทศบาลตำบลวาปีปทุม มีทั้งหมด 9 แห่ง ปัจจุบันยังคงดำเนินการอยู่ 5 แห่ง ได้แก่ ของ ธ.ก.ส. 2 สมาคม สหกรณ์การเกษตร 2 สมาคม และ อสม. 1 สมาคม

ส่วนที่มียกเลิกก็มี 4 สมาคม ซึ่งเป็นการยกเลิกโดยมติที่ประชุมของสมาคมเอง 1 สมาคม อยู่ระหว่างขั้นตอนการยื่นชำระบัญชี แจ้งยกเลิกเนื่องจากไม่ได้ดำเนินการ 1 สมาคม และอีก 2 สมาคม คือ กรณีที่นายทะเบียนท้องที่สั่งให้เลิก คือ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วาปีปทุม และสมาคมกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์อำเภอวาปีปทุม เมื่อสั่งเลิกสมาคมแล้ว ทางนายทะเบียนได้เปิดโอกาสให้ทางสมาคมมายื่นอุทธรณ์ ทางสมาคมก็ได้ยื่นอุทธรณ์ ทางเทศบาลฯได้ส่งคำอุทธรณ์ไปยังกระทรวง พม. ซึ่งทางกระทรวง พม.พิจารณาแล้วเห็นว่าทางเทศบาลฯทำถูกต้องแล้ว จึงยกคำอุทธรณ์ไป เนื่องจากเป็นที่ประจักษ์ว่าทาง สมาคมมีการค้างจ่ายเงินกับสมาชิก โดยในระเบียบของทางสมาคมเขียนไว้ว่าภายใน 7 วันแรกให้เร่งจ่ายเพื่อให้มีเงินไปจัดงานศพ จากนั้นภายใน 90 วัน ต้องจ่ายในส่วนที่เหลือ แต่ก็จ่ายไม่ได้ หากปล่อยไว้ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น จึงได้สั่งยกเลิกสมาคม และกองทุน

ซึ่งทางสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วาปีปทุม และกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์อำเภอวาปีปทุม มองว่าคำสั่งของนายทะเบียนไม่ถูกต้อง จึงได้ไปร้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนที่สั่งให้ยกเลิกสมาคมและกองทุน โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตอนนี้ศาลปกครองรับฟ้องกรณีของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์วาปีปทุม ส่วนของสมาคมกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์วาปีปทุม ศาลยกฟ้อง ส่วนผลจะออกมาแบบไหนยังไม่ทราบ

ส่วนคดีอาญา มีบรรดาสมาชิกและตัวแทนมาร้องขอนายทะเบียนให้ไปแจ้งความดำเนินคดีให้ ซึ่งก็มีผู้เสียหายมาลงชื่อจำนวนมาก ทางเทศบาลในฐานะนายทะเบียนก็ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วาปีปทุม ทำเรื่องส่งฟ้องในคดีฉ้อโกง แต่เมื่อถึงชั้นอัยการกลับไม่สั่งฟ้อง

ส่วนเรื่องการชำระบัญชี ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ตามกฎหมายระบุว่าเมื่อสมาคมยกเลิกแล้ว จะต้องมีการประชุมเพื่อเลือกผู้ชำระบัญชีมาให้นายทะเบียนแต่งตั้ง โดยทางเทศบาลฯได้แจ้งหนังสือไปถึง 3 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ เกิดขึ้น ทางเทศบาลฯจึงได้ประกาศหาผู้ชำระบัญชี แต่ก็ยังไม่มีใครรับเป็นผู้ชำระบัญชี กระทั่งมีการประสานไปยังกระทรวง พม.ว่า กรณีนี้หากไม่สามารถหาผู้ชำระบัญชีได้ตามกฎหมายเฉพาะ (กฎหมายสมาคมฌาปนกิจ) ได้ ก็ให้ใช้กฎหมายแพ่งว่าด้วยการชำระบัญชีของหุ้นส่วนบริษัท หุ้นส่วนจำกัด หากยังหาไม่ได้ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอต่ออัยการ ให้อัยการร้องขอต่อศาลให้หาผู้ชำระบัญชีให้ ซึ่งคำสั่งทางปกครองก็ยังมีสภาพบังคับใช้อยู่ ปัจจุบันมีผู้ชำระบัญชี 1 ราย เสนอตัวว่าจะมาเป็นผู้ชำระบัญชีให้ ซึ่งก็ได้ส่งชื่อให้อัยการพิจารณา นำเสนอต่อศาลต่อไป

หากพูดถึงเงินสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ตามกฎหมาย เป็นการนำเงินของสมาชิกมาทำบุญช่วยเหลือคนที่ตาย เงินไม่ใช่เงินออม ไม่ใช่เงินเก็บ ได้มาก็ให้คนตายไป หักส่วนหนึ่งไว้ตามร้อยละที่แต่ละสมาคมจะกำหนด เพื่อใช้ในการบริหารกิจการ ถ้าหากไม่ชัดเจนว่ากรรมการสมาคมทุจริต ก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ แต่หากชัดเจนว่านำเงินไปใช้ ก็สามารถดำเนินการได้

โอกาสที่สมาชิกจะได้เงินคืน ต้องแยก 2 กรณี คือหากเป็นสมาชิกแล้ว อยู่ดีๆ ขาดส่ง สมาชิกภาพตรงนี้ก็จะสิ้นสุดลง ตามกฎหมายก็จะไม่ได้คืน ส่วนอีกกรณีคือ คนที่จะได้เงิน ก็คือญาติพี่น้องของเสียชีวิต ญาติพี่น้องเป็นผู้รับผลประโยชน์ ส่วนจะได้เท่าไหร่ก็ดูว่า สมาชิก ณ วันที่เสียชีวิต มีเหลืออยู่เท่าไหร่ แล้วก็นำมาหักค่าดำเนินการ ถึงจะให้กับญาติผู้เสียชีวิตได้

อยากให้พี่น้องเข้าใจเรื่องฌาปนกิจสงเคราะห์ตั้งแต่ต้นว่าคืออะไร นายทะเบียนมีหน้าที่แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการใดๆ ได้ ตอนนี้ต้องรอหาผู้ชำระบัญชีอย่างเดียว ไม่สามารถอายัดทรัพย์สิน ถือเงิน ถือบัญชีได้ ทรัพย์สินที่เหลือต้องไปดูข้อบังคับของสมาคมว่าทรัพย์สินจะไปอยู่ทางไหนได้บ้าง หากไม่ได้เขียนในข้อบังคับ ก็ต้องโอนให้กับมูลนิธิที่ไม่แสวงหาผลกำไร ถ้าไม่มีอีกก็จะตกเป็นของแผ่นดิน ไม่ใช่ว่าใครเป็นสั่งให้ยกเลิก ต้องเป็นคนจ่ายเงินคืนให้พี่น้องประชาชน ตรงนั้นก็ไม่ใช่

นางสาวพันธ์ทิพย์เล่าว่า ตนเองเป็นสมาชิกทั้งสมาคม และกองทุนฯ โดยทำแม่สามี เริ่มทำเมื่อปลายปี 2561 แม่สามีเสียชีวิตวันที่ 16 สิงหาคม 2564 ส่งไป 3 ปี ตกเดือนละ 900 บาท เมื่อแม่สามีเสียชีวิตจะต้องได้เงิน 400,000 บาท ครั้งแรกได้เงินมาทำศพจากการส่งเงินทั้ง 2 กองทุน รวม 50,000 บาท รอบที่ 2 ได้เงินมาอีก 150,000 บาท โดยมีการหักค่าทำศพ หลายๆ อย่างได้เงินมา 120,000 บาท ส่วนรอบที่ 3 จะต้องได้เงิน 200,000 บาท แต่ก็มีเหตุการณ์ว่าเงินไม่พอจ่ายแล้ว ก็ปรากฏว่าพอไปติดต่อเจ้าหน้าที่ ก็บอกว่าจะจ่ายตามลำดับคิว คิวของตนอยู่ลำดับที่ 1,600 กว่า ส่วนคิวที่ถึง ณ ตอนนั้นอยู่ที่ คิวที่ 1,000 กว่า แล้วจะจ่ายปีละ 2 คิว ทำให้ตนมาคำนวณแล้ว อีก 32 ปี ตนถึงจะได้เงิน

ที่ผ่านมาตนได้ฟ้องคดีแพ่งกับทางสมาคมไปแล้ว และตนก็ชนะคดี ศาลมีใบสั่งจ่ายมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เงินอยู่ดี ตนอยากให้แก้กฎหมาย กรณีทรัพย์สินของสมาคม ไม่อยากให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะตัวอาคาร ที่ดินของสมาคม ก็เป็นเงินของสมาชิก อยากให้ขายแล้วเอาเงินมาเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิก หรือคนที่ญาติผู้เสียชีวิตที่ตายไป ซึ่งตอนนี้ก็รอแต่เทศบาลฯ ในฐานะนายทะเบียน หาผู้ชำระบัญชีมาทำบัญชี

ซึ่งแรกเริ่มในการเข้าเป็นสมาชิกสมาคม และกองทุนฯ เพราะมีประกาศตามหมู่บ้านเหมือนโฆษณาชวนเชื่อ ประชาสัมพันธ์ เชิญชวนให้ชาวบ้านมาเป็นสมาชิก อีกทั้งเมื่อมีงานศพในหมู่บ้าน ก็มีการนำเงินจ่ายงวดแรกจำนวน 50,000 บาท มามอบให้ทันที ทำให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจว่า เมื่อเสียชีวิตแล้วก็จะสามารถมีเงินจัดงานศพ โดยไม่กระทบลูกหลาน เพราะเป็นเงินถึง 400,000 บาท ชาวบ้านส่วนใหญ่จะส่งเงินทั้ง 2 กองทุน ซึ่งตอนที่มาหาสมาชิก ชาวบ้านรู้อยู่ว่าไม่ใช่เงินออม เป็นการส่งเงินเพื่อที่จะให้ญาติพี่น้องได้ใช้จัดงานศพตอนเสียชีวิต ซึ่งงานศพตามบ้านนอก วัฒนธรรมประเพณี ต้องจัดงานที่บ้าน มีค่าใช้จ่ายเยอะ หมดเงินเป็นแสนๆ