แฉสมาคมฌาปณกิจฯ ค้างจ่าย 47 ศพเกือบ 3 ล้าน เชื่อมีอีกหลายแห่งคล้ายที่หล่มเก่า จี้ผู้ว่าฯรื้อตรวจสอบทั้งระบบ
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายศุภนิจ การะเกต หรือ “สิงห์ เอ็ม” ตัวแทนเครือข่ายช่วยเหลือคนพิการไทหล่ม เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังนำคณะทายาทผู้เสียชีวิตเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อขอให้เร่งตรวจสอบการดำเนินงานของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์บางแห่งในพื้นที่ อำเภอหล่มเก่า หลังพบการค้างจ่ายเงินสงเคราะห์ศพให้ทายาทสมาชิกจำนวนมาก
นายศุภนิจระบุว่า ปัจจุบันมีทายาทผู้เสียชีวิตที่ยังไม่ได้รับเงินจำนวน 47 ราย เป็นเงินงวดที่ 2 รายละประมาณ 70,000 บาท (ก่อนหักร้อยละ 6) รวมยอดเงินค้างจ่ายเกือบ 3 ล้านบาท โดยค้างจ่ายมาตั้งแต่ปลายปี 2568 เฉลี่ยประมาณ 90-100 วัน
“ทางสมาคมฯต้องจ่ายสงเคราะห์ศพละ 140,000 บาท โดยขอแบ่งจ่าย 2 งวด ตอนนี้มี 47 รายที่ยังไม่ได้รับเงินเป็นงวดที่สอง รายละประมาณ 70,000 บาท รวมแล้วเกือบ 3 ล้านบาท บางรายรอมาเกิน 90 วันแล้ว” นายศุภนิจกล่าว
นายศุภนิจชี้แจงว่า ปัญหาเริ่มชัดเจนช่วงปลายปี 2568 หลังมีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และมีการชี้แจงงบดุลพบว่าเงินคงเหลือสำหรับบริหารจัดการประมาณ 2 ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อภาระการจ่ายเงิน เนื่องจากปี 2568 มีผู้เสียชีวิต 214 ราย ขณะที่กรอบที่ตั้งไว้ประมาณ 190 ราย
“ตามหลักเมื่อมีผู้เสียชีวิตเกินกรอบ ต้องแจ้งสมาชิกว่าจะเก็บเงินเพิ่มหรือปรับลดค่าสินไหม แต่กรณีนี้ไม่มีการแจ้งสมาชิก” นายศุภนิจกล่าว
นายศุภนิจกล่าวอีกว่า ต่อมาคณะกรรมการชุดใหม่ได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.หล่มเก่า กรณีรับมอบงานแล้วพบจำนวนเงินไม่ตรงกับตัวเลขและเอกสารบางส่วนไม่ครบถ้วน โดยพนักงานสอบสวนแนะนำให้รวบรวมผู้เสียหายและหลักฐานให้ครบถ้วน ก่อนดำเนินคดีในลักษณะฉ้อโกงประชาชน ขณะนี้มีผู้เสียหายกว่า 30 รายที่มอบหลักฐานให้เครือข่ายดำเนินการแล้ว
ในส่วนการยื่นเรื่องต่อจังหวัดเพชรบูรณ์ นายศุภนิจกล่าวว่า ทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดได้แจ้งให้ปรับแก้ถ้อยคำหนังสือร้องเรียน ให้มีรายละเอียดชัดเจนและรัดกุมมากขึ้น ก่อนนำมายื่นใหม่อีกครั้ง

ล่าสุด นายศุภนิจกล่าวว่า ได้รับการประสานจากนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ให้เตรียมนำผู้เสียหายเข้ายื่นแจ้งความต่อกองบัญชาการสอบสวนกลาง พร้อมทั้งยื่นหนังสือร้องเรียนต่อกระทรวงมหาดไทย โดยอาจมีผู้เสียหายจากจังหวัดอื่นเข้าร่วมด้วย ส่วนวันและเวลาจะมีการกำหนดในเร็วๆ นี้
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวพาดพิงถึงนักการเมืองว่า อาจมีการแทรกแซงหรือกดดันนั้น นายศุภนิจกล่าวว่า เป็นเพียงข้อกังวลและการตั้งข้อสังเกตของชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบ ยังไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า มีการแทรกแซงจริง และจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้ไม่น่าจะเป็นความจริง
“ทางเครือข่ายไม่ต้องการให้ประเด็นดังกล่าวถูกโยงไปเป็นเรื่องการเมือง และการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้เสียหายเท่านั้น โดบไม่มีเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด” นายศุภนิจกล่าว

