ระทึกชายแดน ศรีสะเกษ เขมรยิงปืน ค. ใส่ฝั่งไทยที่กันทรลักษ์ ทหารโต้ทันควัน ไร้เจ็บ ชาวบ้านยังนิ่ง แต่แพ็กกระเป๋ารอ 24 ชม. วอนรัฐจัดการเด็ดขาด
สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาด้านจังหวัดศรีสะเกษ กลับมาตึงเครียดอีกระลอก หลัง เกิดเหตุปะทะบริเวณ “พลาญหินแปดก้อน” อำเภอกันทรลักษ์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 08.50 น. ฝ่ายกัมพูชายิงปืน ค. เข้ามายังฝั่งไทย ใกล้จุดที่กำลังพลทหารไทย 8 นายกำลังปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวน ทำให้ฝ่ายไทยต้องตอบโต้ตามกฎการใช้กำลัง ด้วยอาวุธปืนเล็ก 5 นัด และเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. 1 นัด เพื่อระงับเหตุและป้องกันตัวเอง ก่อนจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้เสียงปืนจะสงบลง แต่ความกังวลยังปกคลุมหมู่บ้านตามแนวชายแดนอำเภอกันทรลักษ์ ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศ พบว่าชาวบ้านยังใช้ชีวิตตามปกติ บางรายออกไปกรีดยาง ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ตามวิถี แต่ทุกบ้านต่างเตรียมข้าวของจำเป็นไว้พร้อมเคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลา
นายรักษ์สกุล ทารมย์ อายุ 70 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดใจว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตนพบเจอ จึงไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกมากนัก แต่ยอมรับว่าอดห่วงคนที่ต้องออกไปทำกินใกล้แนวชายแดนไม่ได้ ผ่านมาหนักกว่านี้ก็เคยเจอมาแล้ว แต่ก็ต้องระวัง คนทำสวนทำไร่ติดชายแดนเสี่ยงที่สุด ทุกครอบครัวมีการจัดเตรียมเอกสารสำคัญ เสื้อผ้า และของจำเป็นไว้แล้ว หากมีประกาศอพยพก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ทันที แต่ส่วนตัวไม่อยากอพยพออกจากหมู่บ้าน เพราะต้องการอยู่เฝ้าบ้าน เป็นหูเป็นตา ป้องกันมิจฉาชีพฉวยโอกาสช่วงชาวบ้านทิ้งบ้านว่าง อีกทั้งการอพยพแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งเป็นภาระสำหรับครอบครัวที่มีรายได้จำกัด

ขณะที่ นางอรทัย พิทักษ์ อายุ 46 ปี ชาวบ้านในอำเภอกันทรลักษ์ ยอมรับว่าแม้ภายนอกจะดูสงบ แต่ลึกๆ ยังรู้สึกกังวลว่าจะเกิดเหตุปะทะรอบที่ 3
“ตั้งแต่รอบแรก เราเก็บเสื้อผ้า เอกสารสำคัญ ของมีค่าใส่รถไว้หมดแล้ว ยังไม่ได้เอาลงเลย ถ้ามีเหตุอีกก็พร้อมออกทันทีตลอด 24 ชั่วโมง และหากต้องมีการอพยพอีกครั้ง อยากให้ภาครัฐเตรียมความพร้อมศูนย์อพยพให้ดีกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องที่พัก ห้องน้ำ ความสะอาด การดูแลกลุ่มเปราะบาง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย รวมถึงการจัดสรรเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอ อีกทั้ง เงินเยียวยา 5,000 บาทที่เคยได้ ไม่พอจริงๆ เพราะช่วงอพยพเราขาดรายได้จากการกรีดยาง ทำสวน ทำไร่ ต้องใช้เงินตัวเองทั้งค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และของใช้จำเป็น ซี่งขณะนี้ได้เตรียมข้าวสารอาหารแห้ง ยารักษาโรค และเอกสารสำคัญไว้พร้อมแล้ว เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าสถานการณ์จะพลิกผันเมื่อใด”นางอรทัย กล่าว

นางอรทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านตอนนี้ ไม่แตกตื่น แต่ไม่ประมาท ทุกครอบครัวมีแผนสำรอง มีการสื่อสารกันภายในชุมชน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการปัญหาชายแดนอย่างจริงจัง เด็ดขาด และมีมาตรการเชิงรุก เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย แม้วันนี้ชายแดนกันทรลักษ์จะยังสงบ เสียงปืนเงียบลง และไร้ผู้บาดเจ็บ แต่บรรยากาศความตึงเครียดยังคงที่อยู่เบื้องหลังชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้าน ซึ่งวอนทางรัฐบาล ดำเนินการทั้งความมั่นคง ด้านความปลอดภัย และความมั่นใจในระบบดูแลประชาชนยามวิกฤต ควบคู่กันไปอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

