หน้าแรก ภูมิภาค สสจ.เชียงรายย...

สสจ.เชียงรายย้ำน้ำกกปลอดภัยไม่ตระหนก ชง10ข้อ จี้รัฐบาลเร่งแก้ไขทั้งระบบ

27.02.26 | 17:45 น.

สสจ.เชียงรายย้ำน้ำกกปลอดภัยไม่ตระหนก ชง10ข้อ จี้รัฐบาลเร่งแก้ไขทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการปนเปื้อนสารพิษในกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกกตั้งแต่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ มาถึงพื้นที่ จ.เชียงราย โดยทำการนำเล็บและเส้นผมมาทำการรตรวจจำนวน 90 คน พบมีจำนวน 16 คน มีสารหนูในร่างกาย ล่าสุดทางสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย นำโดยนพ.เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายสยามราชย์ ฟูเจริญกัลยา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย, นายณรงค์ ลือชา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอเวียงเชียงรุ้ง เพื่อติดตามและประเมินสภาวะสุขภาพของประชาชนกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยอย่างใกล้ชิด

จากการประเมินสุขภาพพบว่า ประชาชนมีสภาวะสุขภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ไม่พบความผิดปกติที่เข้าข่ายเป็นอันตรายต่อสุขภาพ พร้อมทั้งได้ให้คำแนะนำด้านการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน และแนวทางการประกอบอาชีพหาปลาในแม่น้ำกกให้เป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ทั้งนี้ กรณีประชาชนกลุ่มตัวอย่างรายหนึ่งที่ตรวจพบค่าปริมาณสารหนูในเล็บสูงกว่า 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จากการซักประวัติเบื้องต้นไม่พบการสัมผัสหรือใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง จึงคาดว่าอาจได้รับสารหนูจากปัจจัยหรือกิจกรรมอื่นในชีวิตประจำวัน เนื่องจากสารหนูเป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในดิน หิน และสิ่งแวดล้อมทั่วไป ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายช่องทาง หน่วยงานสาธารณสุขอยู่ระหว่างการติดตาม ประเมิน และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน พร้อมสื่อสารข้อมูลแก่ประชาชนอย่างถูกต้อง โปร่งใส และไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก

นายณรงค์ ลือชา รองนายแพทย์สาธารรสุขเชียงราย เปิดเผยว่าโดยปกติสารหนูจะมีอยู่ตามธรรมชาติอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นในน้ำหรือในดิน โดยมีอยู่ 2 ชนิดเรียกว่าสารอินทรีย์กับอนินทรีย์ สารอินทรีย์มักพบในอาหารทั่วไปเช่นอาหารทะเลทั่วไป ซึ่งสารหนูประเภทนี้ไม่เป็นพิษ แต่ที่เป็นพิษสารอนินทรีย์ ซึ่งมักพบในอุตสาหกรรเหมืองแร่ โรงงานพ่นสีสารเคมี แบตเตอรี่รถยนต์ รวมทั้งสารเคมีที่ใช้ในเกษตรกรรม ตลอดจนยาต้มยาหม้อบางชนิดที่ใช้ส่วนผสมที่มีสารหนู ไม่เฉพาะจากลำน้ำเพียงอย่างเดียว

Advertisement

นายณรงค์ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมามีการตรวจพบสารหนูในแม่น้ำเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเป็นห่วงโซ่อาคารของประชาชนในพื้นที่ ทางสาธารณสุขเชียงรายจังร่วมกับทางเกษตร ประมง และศูนย์วิทยาศาสตรการแพทย์ ได้ร่วมกันตรวจประปาชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำสายต่างทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสายและแม่น้ำโขง รวม 7 อำเภอ พบว่าปะปาชุมชนเหล่านี้มีความปลอดปลอดภัยสารถใช้อุปโภคบริโภคได้ รวมทั้งมีการนำปลาและพืชผักไปทำการตรวจก็พบว่ามีค่าสารหนูไม่เกินมาตรฐาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปลาในแม่น้ำกกนั้นสามารถกินได้ รวมถึงข้าวที่เพราะปลูกริมแม่น้ำเหล่านี้ด้วย ซึ่งประชาชนนั้นควรตระหนักถึงเรื่องนี้แต่ก็ไม่ควรตระหนก ซึ่งทางสาธารณสุขได้เผยแพร่ข้อมูล ข้อควรปฎิบัติตลอดจนคำนแนะนำด้านต่างๆให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายณรงค์กล่าวถึงด้านสุขภาพของประชาชนว่าหลังการตรวจพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานในแม่น้ำก็ได้จัดทีมแพทย์เข้าทำการตรวจคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะที่ริมแม่น้ำทั้ง 4 สาย และพื้นที่ จ.เชียงราย จำนวน 2,000 กว่าคน ได้กลุ่มเสี่ยงสูงและปานกลางจำนวนประมาณ 400 คน มาทำการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารหนู ซึ่งพบสารหนูรวมเกินมาตรฐาน 100 ไมโครกรรัม มีเพียง 7 คน จึงนำทั้ง 7 คนไปตรวจซ้ำเพื่อหาว่าสารหนูที่พบเป็นอินทรีย์หรืออนินทรีย์ ซึ่งก้พบว่ามีเพียง 1 คนที่มีสารหนูที่เกิดจากอนินทรีย์เกิน แต่ก็ไม่พบว่ามีอาการผิดปกติหรือมีผลกรัทบ เมื่อตรวจสอบก็พบว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำจากแม่น้ำกกหรือน้ำสายอื่นเลย การบริโภคก็ใช้น้ำขวดแต่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมซึ่งแสดงว่าสารหนูไม่ได้มาจากแม่น้ำอาจมาจากปัจจัยอื่นเช่นสารเคมีด้านการเกษตรก็เป็นได้ ซึ่งจะมีการเฝ้าระวังต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี และจะขยายระยะเวลาในการตรวจบุคคลกลุ่มเสี่ยงเพิ่มเติมอีกในกลุ่มอาชีพอื่นๆที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นครวญช้าง คนขับเรือ คนหาปลา หรือผู้ที่อาศัยริมแม่น้ำ

นายณรงค์ กล่าวด้วยว่าการที่สารหนูจะเข้าสู่ร่างกายได้มาได้ทั้งการหายใจ การสัมผัสและการกิน ซึ่งการหายใจและการสัมผัสจากน้ำในแม่น้ำนั้นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะการสุดดมหรือสัมผัสจะต้องสัมผัสสารหนูในปริมาฯที่มากถึงจะซึมเข้าร่างกาย ยกเว้นการสัมผัสในโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งจะมีความเป้นไปด้ ส่วนการกินมีความเสี่ยงที่จะรับสารหนู ส่วนกรณีที่ทางทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยทำการตรวจเล็บและผม เจอสารหนูในร่างกายกลุ่มผู้ตรวจนั้นเป็นเพียงการวิจัยขั้นต้น ซึ่งการเก็บสารหนูทำได้หลายวิธีทั้งการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะหรือจากการตรวจเล็บและเส้นผม ซึ่งเลือดจะตรวจเฉพาะกรณีเกิดอาการเฉียบพลัน ซึ่งหลังจากนั้นก็ตรวจไม่พบ การตรวจปัสสาวะจะสามารถตรวจสารตกค้างได้ไม่เกิน 2 เดือน แต่มีข้อดีที่สามารถแยกได้ว่าเป็นสารหนูที่เกิดจากอินทรีย์หรืออนินทรีย์ ส่วนการตรวจเล็บและผม สามารถตรวจได้สำหรับผู้ที่ได้รับสารหนูมานานตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป แต่ข้อเสียก็คือไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นอินทรีย์หรืออนินทรีย์

“ดังนั้นหลังจากที่ทางทีมวิจัยตรวจพบทางสาธารณสุขก็ได้เข้าไปตรวจเยี่ยมอาการของกลุ่มเป้าหมายที่ตรวจพบ ในเขตพื้นที่ อ.เมือง อ.ดอยหลวง และอ.เชียงแสน ก็พบว่าประชาชนที่มีสารหนูเกินไม่มีการแสดงอาการหรือมีผลกระทบอะไร ยังอยู่เป็นปกติทุกอย่าง ซึ่งทางสธารณสุขก้ไม่ได้ทอดทิ้งจะมีการตรวจปัสสาวะซ้ำเพื่อหาว่าสารหนูที่พบเป็นอินทรีย์หรืออนินทรีย์”นายณรงค์ กล่าว

ด้านนายองอาจ คณุตม์วงศ์ ผอ.สนง.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงราย กล่าวว่าสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จ.เชียงใหม่ มีการตรวจสอบคุณภาพเป็นประจำทุกเดือน ผลตรวจคุณภาพน้ำกกครั้งที่ 15 ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ปรากฎว่าไม่พบโลหะหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน ทั้ง 7 จุดตั้งแต่ อ.เมือง เวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง ดอย หลวง และเชียงแสน เป็นค่าไม่เกินถึง 4 เดือน ไม่เพียงสารหนู ยังมีแคลเมียม ปรอทหรืออื่นด้วยรวม 7 ชนิด ซึ่งไม่พบว่ามีสารใดเกินมาตรฐาน มีเพียงแม่น้ำสายที่ยังพบสารหนูในแม่น้ำสายเกินมาตรฐาน ซึ่งประเทศไทยใช้ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ผลตรวจ 3 จุดก็เกินเพียงเล็กน้อย โดยมีค่าอยู่ 0.011 0.012 และ 0.016 ส่วนน้ำรวกตรวจไม่เกิน ซึ่งน้ำโขงก็มีผลตรวจทั้งพื้นที่ อ.เชียงแสน และเชียงของ ก็ไม่เกินค่ามาตรฐานเช่นกัน ปัจจุบันแม่น้ำสายต่างๆ ยกเว้นแม่น้ำสาย สามารถนำไปใช้ทำการผลิตประปาหรือทำการเกษตรได้ รวมถึงจัดกิกจรรมทางน้ำได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ดีก็ควรที่จะงดที่จะลงเล่นน้ำไปก่อน

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ทาง น.ส.รักษ์ดาว พริทชาร์ด และนายสืบสกุล กิจนุกร ผู้แทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกกสายรวกโขง ได้ยื่นหนังยื่นผ่านทางนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ขอให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำแก้ไขปัญหาแม่น้ำกกสายรวกโขงปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่จีนที่ตั้งอยู่ในประเทศเมียนมาร์

โดยมีเนื้อหาระบุว่าสืบเนื่องจากประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายกำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาแม่น้ำกกสายรวกโขงปนเปื้อนสารโลหะหนักหลายชนิด (สารหนู ตะกั่ว ปรอท โครเมียม แบเรียม แมงกานีส ทองแดง นอกเกิล) โดยมีการตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำ ตะกอนดิน ผลผลิตการเกษตร (พืชผักและข้าว) ปลา และน้ำประปา ส่งผลให้ประชาชนตลอดทั้งลุ่มน้ำในสองจังหวัดต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการรับเอาสารโลหะหนักเข้าสู่ร่างกายผ่านการบริโภคน้ำและอาหารปนเปื้อนทุกวันๆ จนในท้ายที่สุดจะทำให้ประชาชนเจ็บป่วยจากสารโลหะหนัก

ทั้งนี้ถึงแม้ว่าหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายได้มีการเฝ้าระวังตรวจสอบสารโลหะหนักในแม่น้ำ ตะกอนดิน ปลา ผลผลิตการเกษตร และน้ำประปาอยู่สม่ำเสมอ แต่การดำเนินงานยังขาดเอกภาพ มีปัญหาสื่อสารกับประชาชน ประกอบกับข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและเครื่องมือ จึงยิ่งทำให้ภาครัฐในพื้นที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อปรับปรุงระบบการเฝ้าระวังให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้นายสุชาติ ชมกลิ่น รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เคยลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 และรับปากดำเนินการแก้ไขปัญหา แต่เนื่องจากมีการยุบสภาในเวลาต่อมา จึงทำให้การแก้ไขปัญหาผลกระทบภายในประเทศหยุดชะงักตามไปด้วย รวมถึงการแก้ไขปัญหากับประเทศเมียนมาที่เป็นต้นทางของมลพิษจากเหมืองแร่ก็ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

ดังนั้นเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกกสายรวกโขงจึงขอเรียกร้องให้ท่านเป็นผู้นำแก้ไขปัญหา ดังนี้
1. ขอให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เพื่อรับทราบปัญหาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และหาทางออกร่วมกัน 2. ประเทศไทยต้องยุติการเป็นศูนย์กลางแร่ผ่านแดนจากเมียนมาร์ไปยังจีน โดยประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าแร่สำคัญ (critical mineral) ยกตัวอย่างเช่น พลวง ดีบุก ตะกั่ว ทองแดง วุลแฟรม แมงกานีส เป็นต้น จากเมียนมาร์ และส่งต่อไปยังประเทศจีน พร้อมกันนั้นต้องสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับแร่ทั้งหมดที่ผ่านแดนไทยว่าเป็นแร่ที่มาจากเหมืองแร่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบข้ามแดนหรือไม่

3. เปิดการเจรจากับรัฐบาลเมียนมาร์และจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากประเทศเมียนมาร์เป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ และจีนเป็นผู้ทำเหมืองแร่และรับซื้อแร่ 4. จัดหาแหล่งน้ำดิบผลิตประปาหมู่บ้านให้กับประชาชนในเขตตำบลท่าตอน และตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทดแทนการใช้แม่น้ำกกผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน 5. ตรวจสอบผลผลิตกระเทียมเนื้อที่อย่างน้อย 10,000 ไร่ ในเขตอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเก็บเกี่ยวภายในเดือนมีนาคม เนื่องจากเกษตรกรทำการเพาะปลูกกระเทียมในที่ดินที่เป็นดินตะกอนน้ำกกท่วมเมื่อปี 2567 หากพบสารโละหนักในกระเทียม รัฐบาลต้องทำการเยียวยาชดเชยให้กับเกษตรกร

6. ปรับปรุงระบบน้ำประปาหมู่บ้านในลุ่มน้ำกกสายรวกโขงในเขตอำเภอเมือง เวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง ดอยกลวง แม่สาย แม่จัน เชียงแสน เชียงของและเวียงแก่นจังหวัดเชียงรายให้มีขีดความสามารถในการกำจัดสารโละหนัก 7.จัดสรรงบประมาณ 2 พันล้านให้การประปาส่วนภูมิภาคเชียงราย สำหรับย้ายแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่ทดแทนน้ำกกในการผลิตน้ำประปาสำหรับผู้บริโภค 40,000 ราย 8. จัดหาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่ทดแทนแม่น้ำสาย รวก โขง สำหรับผลิตน้ำประปาให้ประชาชนในเขตอำเภอแม่จัน แม่สาย เชียงแสน เชียงของ จังหวัดเชียงราย จำนวน 30,000 ราย 9. ตรวจสารโลหะหนักในข้าวนาปรังเนื้อที่ 1 แสนไร่ที่เกษตรกรใช้น้ำกกและน้ำสายก่อนเก็บเกี่ยวเดือนพฤษภาคมหากพบสารโละหนักในข้าว รัฐบาลต้องทำการเยียวยาชดเชยให้กับเกษตรกร

10. จัดทำแผนจัดทำแผนการเฝ้าระวังและตรวจสอบสารโลหะหนักปนเปื้อนในน้ำ ตะกอนดิน ดินเกษตร พืชผัก สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชนในลุ่มน้ำกกสายรวกโขงระยะเวลา 10 ปี 11. เยียวยาและชดเชยการสูญเสียรายได้ให้กับผู้ประกอบการแพเปียกและซุ้มอาหารในแม่น้ำกกที่ต้องยุติกิจการมาตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2568 เป็นต้นมา เนื่องจากพวกเขาได้รับผลกระทบจากการประกาศห้ามประชาชนลงเล่นน้ำ จนส่งผลให้ไม่มีนักท่องเที่ยวใช้บริการซุ้มอาหารและแพเปียกในแม่น้ำกกและ12. จัดตั้งคณะกรรมระดับชาติโดยการมีส่วนร่วมจากทั้งภาครัฐ วิชาการ ประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาควมรู้ เพื่อเป็นกลไกหลักในการผลักดันการแก้ไขปัญหาแม่น้ำกกสายรวกโขงปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่จีนในประเทศเมียนมา