หน้าแรก ภูมิภาค นายกฯ ให้กำลั...

นายกฯ ให้กำลังใจพลทหารเหยียบกับระเบิดฐานเอราวัณ ขาขวาขาด ด้าน บิ๊กดุลย์ มอบเงินช่วยเหลือ

1.03.26 | 19:24 น.

นายกฯ ให้กำลังใจพลทหารเหยียบกับระเบิดขาขาด ย้ำ รัฐบาล-กองทัพ ดูแลเต็มที่ กำชับติดตามอาการผู้ได้รับบาดเจ็บ-ช่วยเหลือตามสิทธิและสวัสดิการให้ครบถ้วน ด้าน “บิ๊กดุลย์” มอบเงินช่วยเหลือ

เมื่อเวลา 16.55 น. วันที่ 1 มีนาคม ที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมและอุบัติเหตุ โรงพยาบาลสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และคณะ เข้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บพร้อมมอบกระเช้าบำรุงขวัญและพูดคุยให้กำลังใจ พลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ สังกัดค่ายวีรวัฒน์โยธิน ที่ได้รับบาดเจ็บ ขาขวาขาดจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ขาซ้ายมีแผลเปิดขนาดใหญ่และกระดูกแตกหักบางส่วน ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณภายในเขตควบคุมของหน่วยฐานปฏิบัติการเอราวัณ ช่องระยี พื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งคณะแพทย์ได้ทำการรักษาและดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะนี้อาการโดยรวมดีขึ้นตามลำดับ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ สส.สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย รวมถึงประชาชนมารอต้อนรับ

โดยนายกฯ ได้ทักทายและเข้าไปพูดคุยกับครอบครัวพลทหารเดชศักดิ์ ซึ่งดีใจและตื้นตัน ที่ได้พูดคุยกับนายกฯอย่างเป็นกันเอง ด้านพล.ท.อดุลย์ ได้มอบเงินช่วยเหลือพร้อมกระเช้า เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่พลทหารเดชศักดิ์ และครอบครัว พร้อมแสดงความห่วงใยและอวยพรให้หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว

นายอนุทิน กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแจกันดอกไม้และกระเช้าสิ่งของพระราชทานแก่ พลทหารเดชศักดิ์ และภายหลังจากคณะแพทย์ได้มีความเห็นว่าร่างกายมีความสมบูรณ์พร้อม จะได้ส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพฯ เพื่อรับพระราชทานขาเทียมต่อไป ทั้งนี้ทรงรับกำลังพลที่รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ยังความซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

Advertisement

“ตอนนี้ พลทหารเดชศักดิ์ อาการพ้นขีดอันตรายและปลอดภัยแล้ว แต่โชคร้ายต้องสูญเสียขาข้างขวา เราต้องมาให้กำลังใจเขา ให้ความมั่นใจว่าเขาไม่ถูกทอดทิ้งแน่นอน มีงาน มีอัตราอะไรต่าง ๆ ก็ให้บรรจุเขาเมื่อเขาหายแล้ว โดยในกรณีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ในเรื่องของอวัยวะเทียมขาเทียมที่ได้รับพระราชทานเป็นขาเทียมที่มีคุณภาพสูง ในด้านการช่วยเหลือเยียวยาอื่น ๆ ก็เป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบกฎหมาย ทั้งนี้ เราดีใจ คือ เขาไม่เสียชีวิต และตอนนี้เขาพ้นขีดอันตราย และสามารถที่จะกลับมารับใช้ชาติในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไป และต้องขอชื่นชมน้องที่เขาตั้งใจสมัครเป็นทหาร ในขณะที่ยังเรียนหนังสืออยู่ โดยเราพยายามให้สิทธิทุกอย่าง ดูแลเขาอย่างเต็มที่ กรณีนี้เปรียบเสมือนว่าบาดเจ็บจากการสู้รบ เพราะว่าเกิดในพื้นที่ที่ยังอยู่ในการเฝ้าระวัง และสำหรับในด้านการตรึงกำลังตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้เรายังมีการเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา ภายใต้ข้อตกลง ก็คือ ฝ่ายไหนอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ดังนั้น ก็อาจจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เพราะเราไปครอบครองพื้นที่ที่เราเคยถูกรุกรานเข้ามา และเราก็เข้าไปกระชับพื้นที่ เข้าไปสถาปนาความมั่นคง ซึ่งอาจทำให้ต้องประสบกับระเบิดที่ถูกฝังไว้ ซึ่งตนได้รับรายงานจากแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าได้สั่งการให้ระดมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้มากที่สุด โดยใช้อุปกรณ์ ใช้เครื่องมือในการหา ซึ่งตอนนี้กองทัพเคลียร์พื้นที่อยู่ตลอดเวลา เราต้องเร่งเก็บกู้เก็บกวาดให้หมด” นายกฯรัฐกล่าว

ด้านพลทหารเดชศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการรับใช้ชาติ และขอส่งกำลังใจถึงพี่น้องทหารแนวหน้าที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ พร้อมขอบคุณนายกฯและคณะที่เดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจ

นางอำคา ตรีคำ มารดาของพลทหารเดชศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางมาจากภูมิลำเนา อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ หลังทราบข่าวรู้สึกกังวลอย่างมาก แต่ดีใจที่ลูกชายยังปลอดภัย และภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องประเทศชาติ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอนุทิน ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด และให้การดูแลช่วยเหลือตามสิทธิและสวัสดิการอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งดำเนินเรื่องการปูนบำเหน็จตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง และเน้นย้ำถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลให้เพิ่มความระมัดระวังในการเก็บกู้วัตถุระเบิดที่อาจหลงเหลืออยู่ให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเอง ทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบพื้นที่รับผิดชอบอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง