หน้าแรก ภูมิภาค สภากาชาดไทย ป...

สภากาชาดไทย ปลื้ม หลักสูตรอาสาสมัครสอนเสริมภาษาไทยถิ่นทุรกันดารได้ผล

6.03.26 | 18:46 น.

ตามที่สภากาชาดไทยได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย สภากาชาดไทยตั้งแต่ปี 2564 เพื่อช่วยเหลือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ซึ่งได้รับผลกระทบต้องหยุดเรียนช่วยโรคโควิดระบาดหรือกลุ่มนักเรียนในครอบครัวมีรายได้ไม่เพียงพอในการสนับสนุนบุตรหลานได้เข้าเรียนหนังสือ

สภากาชาดไทยในฐานะองค์กรสาธารณกุศลด้านมนุษยธรรมและมีพันธกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงได้ให้เหล่ากาชาดจังหวัดและกิ่งกาชาดอำเภอร่วมกับหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่จัดหาอาสาสมัครสอนเสริมภาษาไทยพร้อมร่วมกับกลุ่มองค์กรภาคเอกชน และราชการในการแสวงหาจัดทำหลักสูตรสอนเสริมภาษาไทยหรือแสวงหาแนวทางการการสอนเสริมภาษาไทยให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางสังคมในพื้นที่ เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียง ได้ร่วมเวทีประชุมวิชาการ อ่าน อาน อ๊าน :บนเส้นทางสร้างเสริมศักยภาพพัฒนาการทางด้านภาษาเด็กไทย

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นางพิทยา พานทอง นายกกิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เข้าร่วม การประชุมวิชาการและงานแถลงข่าว “อ่าน อาน อ๊าน : บนเส้นทางสร้างเสริมศักยภาพพัฒนาการด้านภาษาเด็กไทยยุค AGI” ซึ่งจัดโดย แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ ลานสานฝัน อุทยานการเรียนรู้ TK Park ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส) ได้เปิดผลวิจัย SROI (Social Return on Investment การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน) จากการดำเนินโครงการอ่านยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้ ด้วยหนังสือหัดอ่านตามระดับพัฒนาการทางภาษาของเด็ก – อ่าน อาน อ๊าน ว่าลงทุน 1 บาท คืนผลตอบแทนให้สังคม รวม 4 โมเดล 1.71 หรือราว 71 %

Advertisement

ความมหัศจรรย์ของโครงการอ่าน อาน อ๊าน คือจุดเด่นที่สามารถแก้ปัญหา เด็กอ่านไม่ออก ได้ตรงจุด คุ้มทุนมากยิ่งขึ้นในครอบครัวกลุ่มเปราะบาง ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างต่อเนื่องเพราะปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์หรือครอบครัวนักเรียนกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ เพราะใช้ภาษาถิ่นในชีวิตประจำวัน กว่าเท่าตัว

โครงการฯ นี้ได้พบว่าการเรียนรู้ของเด็กที่มีความสุข มีความสนุกสนาน เห็นการอ่านที่นำไปสู่จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต เห็นการจัดการเรียนรู้ของตัวเด็กเอง

ผู้ใหญ่รอบตัว ทำหน้าที่เป็น Reading Coach – กระบวนกรส่งเสริมการอ่านตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษา

ในการนี้ นางพิทยา ได้ร่วมเป็น วิทยากรแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเวทีวิชาการ เพื่อสะท้อนบทเรียนจากการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการอ่านในพื้นที่ห่างไกลของ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความท้าทายด้านการเข้าถึงหนังสือนิทานและ สื่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน

จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ นางพิทยาได้ถอดบทเรียนสำคัญว่า การส่งเสริมการอ่านในพื้นที่ห่างไกลจำเป็นต้องเข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากหมู่บ้านจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขา การเดินทางเข้าถึงยาก โรงเรียนขนาดเล็กมีหนังสือจำกัด และเด็กส่วนใหญ่ใช้ภาษาชาติพันธุ์เป็นภาษาหลัก ทำให้การเรียนรู้ภาษาไทยต้องใช้เวลาและกระบวนการที่เหมาะสมกับเด็กและบริบทของพื้นที่ชุมชน กิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียงจึงได้ร่วมกับโรงเรียนและเครือข่ายในพื้นที่ พัฒนากลไกการส่งเสริมการอ่านที่เน้น “การนำหนังสือไปหาเด็ก” แทนการรอให้เด็กเดินทางเข้าถึงหนังสือ ผ่าน 2 นวัตกรรมหนุนเสริม คือ โครงการ “อาสาป๊ะย่าม ส่งนิทานถึงมือน้อง” และโครงการ “ยุวอาสา อ่าน เล่า เกลานิทาน”

แนวคิดสำคัญของการทำงาน คือการใช้พลังของอาสาและเยาวชนในพื้นที่เป็นผู้ส่งต่อการอ่าน เพื่อให้เด็กเล็กและคนในชุมชนได้เข้าถึงหนังสือมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงช่วยพัฒนาทักษะการอ่านภาษาไทยของเด็กเท่านั้น แต่ยังช่วยปลูกฝังจิตสาธารณะ ความรับผิดชอบ และความภาคภูมิใจในบทบาทของการเป็น “ผู้ให้” ในสังคม

นอกจากนี้นางพิทยา กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการอ่านในพื้นที่แม่สะเรียงให้ประสบผลสำเร็จ มากจาก หลักในการขับเคลื่อนงานใน 3 ประการ ด้วยกัน คือ
1. การเข้าถึง (Access) ทำให้หนังสือและสื่อการอ่านสามารถเข้าถึงเด็กในพื้นที่ห่างไกลได้จริง โดยการนำหนังสือและกิจกรรมการอ่านไปสู่โรงเรียน ชุมชน และพื้นที่การเรียนรู้ของเด็ก
2. เครือข่าย (Network)สร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครู ผู้ปกครองเยาวชน ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครในพื้นที่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมการอ่านในระดับชุมชน
3. ความยั่งยืน (Sustainability)สร้างวัฒนธรรมการอ่านอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดมุมนิทาน การบันทึกการอ่าน และการสร้างบทบาท “พี่สอนน้อง” เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้นำการอ่านรุ่นต่อไป

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่าเด็กในพื้นที่มีความกล้าอ่าน กล้าเล่าเรื่อง และมีความสนใจในการอ่านเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ปกครองและชุมชนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านมากขึ้น ส่งผลให้การอ่านกลายเป็นกิจกรรมร่วมกันของทั้งโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน

เวทีวิชาการครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอบทเรียนจากพื้นที่จริงของอำเภอแม่สะเรียง เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการสร้าง “ระบบนิเวศวัฒนธรรม การอ่าน” ที่ช่วยให้เด็กไทยสามารถ อ่านออก เขียนได้ และรักการอ่านอย่างยั่งยืน

เพราะทุกหน้าหนังสือคือโอกาสของการเรียนรู้ และทุกคำที่เด็กอ่านได้ คือก้าวสำคัญของอนาคต