รองผู้ว่าฯสงขลา นำทีมลุยตรวจ บ้าน-ประติมากรรมโค สร้างรุกเขตโบราณสถาน ล่าสุดสั่งหยุดก่อสร้างชั่วคราว
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่โบราณสถานเมืองเก่าสงขลา นำคณะหน่วยงานประกอบด้วย ผู้แทนจากสำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เทศบาลเมืองสิงหนคร สถานีตำรวจภูธรสิงหนคร ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสงขลา ป่าไม้ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา ป.ป.ช. และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา ลงพื้นที่บริเวณโบราณสถานเมืองเก่าสงขลา (ป้อมหมายเลข 9) หมู่ที่ 7 ตำบลหัวเขา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
ร่วมตรวจสอบกรณีมีการปรับพื้นที่ก่อสร้างในเขตโบราณสถานเมืองสงขลาเก่า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งบริเวณดังกล่าวกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองสงขลาเก่าในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 109 ตอนที่ 119 ลงวันที่ 17 กันยายน 2535 หน้า 10190 พื้นที่โบราณสถานประมาณ 2,460 ไร่ เป็นโบราณสถานตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบมีโครงการปรับพื้นที่ทั้งหมด 11 แปลง จากการตรวจสอบฐานข้อมูลและพื้นที่จริง พบว่า มีพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ อยู่ในเขตโบราณสถาน ประกอบกับมีสิ่งปลูกสร้าง ได้แก่ บ้าน 1 หลัง, ศาลา 1 หลัง, ประติมากรรมโค และแนวท่อร้อยสายไฟที่ข้ามคูเมืองมา ส่วนที่เหลืออีก 10 แปลง ตรวจสอบแล้วอยู่นอกเขตโบราณสถาน ทั้งนี้ สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา ได้ตรวจสอบแล้วไม่พบว่าได้ยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารในเขตโบราณสถาน จึงเป็นการปลูกสร้างอาคารโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535
ทั้งนี้ การปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งใดๆ จึงเป็นการก่อสร้างภายในเขตโบราณสถานเมืองสงขลาเก่า ซึ่งจะต้องยื่นคำขออนุญาต และได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมศิลปากรก่อนดำเนินการ โดยอธิบดีกรมศิลปากรจะได้ใช้อำนาจตามความในมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน การพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาต

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ว่า ขั้นตอนต่อไปคณะทำงานฯ จะได้ให้เจ้าของที่ดิน ซึ่งเป็นผู้ถือโฉนดจัดทำแผนการพัฒนาพื้นที่เพื่อเสนอมา นำเข้าที่ประชุมกรรมการจังหวัด เพื่อพิจารณาความเหมาะสมว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวสามารถดำเนินการก่อสร้างได้มากน้อยแค่ไหน แผนพัฒนาพื้นที่มีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างไร โดยจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินทั้งหมด 11 แปลง มีเพียงแปลงเดียว จำนวน 1 ไร่ ที่คาบเกี่ยวติดเขตโบราณสถาน ที่เหลืออีก 10 แปลง ผู้ถือโฉนดเจ้าของพื้นที่สามารถดำเนินการต่อได้ แต่ในส่วนของพื้นที่ทับซ้อน ขณะนี้ได้มีหนังสือสั่งการให้ยุติการดำเนินการก่อสร้างชั่วคราวแล้ว ก่อนรอมติที่ประชุมคณะกรรมการฯ พิจารณาอีกครั้ง น่าจะช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 นี้ โดยที่ประชุมจะมีการเชิญธนารักษ์พื้นที่สงขลา สำนักศิลปากรที่ 11 เทศบาลเมืองสิงหนคร ป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา
จากกรณีดังกล่าว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลายังให้ข้อมูลประชาชนเพิ่มเติมว่า กรณีพี่น้องประชาชนมีพื้นที่กรรมสิทธิ์อยู่ใกล้เคียงกับโบราณสถาน การจะปลูกสร้างอะไร ต้องติดต่อประสานกับเทศบาล ธนารักษ์ และสำนักศิลปากรก่อน เพื่อตรวจสอบข้อมูลเพื่อความสบายใจ เมื่อก่อสร้างแล้วจะได้ไม่เกิดปัญหาต้องมารื้อถอน เสียประโยชน์เรื่องของค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไป อย่างไรก็ตาม วันนี้เองผู้แทนผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ลงพื้นที่ให้ข้อมูลกับคณะรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมชี้เขตยืนยันพร้อมให้ข้อมูลกับส่วนราชการและจะดำเนินการทุกขั้นตอนให้ถูกต้องต่อไป


