หน้าแรก ภูมิภาค ศิษยานุศิษย์ห...

ศิษยานุศิษย์หลายพันคน ร่วมพิธีสลายร่าง อดีตพระยันตระ ที่สำนักป่าสุญญตาราม

10.03.26 | 12:21 น.
อดีตพระยันตระ

ศิษยานุศิษย์หลายพันคน ร่วมพิธีสลายร่าง อดีตพระยันตระ ที่สำนักป่าสุญญตาราม

 

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ที่สำนักป่าสุญญตาราม ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี พระพรหมวชิรมงคล เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร (กทม.) เป็นประธานในพิธีประชุมเพลิงสลายสรีระสังขาร อดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ (วินัย ละอองสุวรรณ) โดยมีพระภิกษุ สามเณร แม่ชี ศิษยานุศิษย์ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ พุทธศาสนิกชน ที่ให้ความเคารพนับถือพระยันตระ อมโรภิกขุ ร่วมพิธีหลายพันคน

พระอาจารย์ยันตระ นามเดิมชื่อว่า วินัย ละอองสุวรรรณ ท่านได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วในครอบครัวที่มีความเมตตาโอบอ้อมอารีในร่มเงาของพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2494 ณ บ้านต้นหาด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรคนสุดท้องของพ่อรุ่ง แม่ถนอม ละอองสุวรรณ พี่น้องทั้งหมด 8 คน

ในวัยเด็กได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่และพี่ๆ อย่างอบอุ่น เด็กชายวินัยได้ติดตามบิดามารดาไปวัดเป็นประจำ จึงเป็นคนที่มีเมตตา รักเพื่อนฝูง เป็นครอบครัวที่ดำรงชีวิตแบบวิถีพุทธมาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย

Advertisement

การศึกษา จบประถมศึกษาจากโรงเรียนเทศบาล 1 และมัธยมต้นจากโรงเรียนปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช และไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เข้าสอบวิชาเตรียมทหารแต่ไม่ผ่าน จึงเรียนต่อมัธยมปลาย เมื่อจบมัธยมปลายแล้วเข้าเรียนต่อวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ สาขาบริหารการโรงแรมและการท่องเที่ยว จบแล้วทำงานในโรงแรมดุสิตธานีอยู่ระยะหนึ่ง

 

ก่อนเข้าสู่สมเพศขณะที่อยู่กรุงเทพฯ ท่านได้เห็นความไม่ยุติธรรมในสังคม ความไม่แน่นอนไม่มีอะไรเป็นแก่นสารในชีวิตทางโลกีย์ จึงได้ศึกษาค้นคว้าในทางปรัชญาและศาสนา ตลอดทั้งการฝึกอบรมจิตจนพบแสงสว่างในทางธรรม ได้ละเพศคฤหัสถ์เข้าสู่เพศพรหมจรรย์ โดยใช้ชีวิตอิสระ ถือสันโดษ เรียบง่าย ในรูปแบบของโยคีนุ่งขาวห่มขาว (บรรพบุรุษของท่านมีเชื้อสายพรหมณ์) ถือพรหมจรรย์ ฝึกพระกรรมฐาน 40 ปฏิบัติภาวนา จารึกไปในที่ต่างๆ ที่เป็นสปายะ มุ่งความวิเวกเป็นหลักและเมื่อมีโอกาสได้สอบถามศึกษาทั้งสอบถามครูบาอาจารย์และท่านผู้รู้ เช่น หลวงปู่สุข วัดรามประดิษฐ์ และพระครูสุธรรมสมาจาร (พ่อท่านเชื่อง) ท่านพุทธทาสภิกขุ หลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ผาง หลวงปู่ดุลย์ เป็นต้น ท่านอยู่ในเพศโยคีเกือบ 4 ปี (2514-2516)

พ.ศ.2517 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ตรงกับวันวันวิสาขบูชา วันที่ 6 พฤษภาคม 2517 ท่านได้เข้าอุปสมบท ในเวลากลางคืน ณ วัดรัตนาราม (บางบ่อ) อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีพระครูสถิตศรีราจาร เป็นอุปัชมาย์ พระครูสุธรรมสมาจาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูสุธน เป็นพระคู่สวดใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ตลอดเวลา 22 พรรษาท่านได้จำพรรษาตามถ้ำ ป่า เขาและเรือนว่าง เมื่อออกพรรษาแล้ว ได้ออกจารึกแสดงธรรมโปรดญาติโยมในที่ต่างๆ ตามที่รับนิมนต์ ไปทุกภาคของประเทศและบางพรรษาก็ออกไปต่างประเทศได้จำพรรษาทั้งในยุโรป

และในปี 2531 ได้ไปโปรดพี่สาวที่ป่วยและถึงแก่กรรม ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศอเมริกา
ปี 2540 ท่านได้รับฐานะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากสหรัฐอเมริกา และต่อมาได้รับสถานะเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ตามกฎหมาย

ปี 2566 ท่านได้เดินทางมาประเทศไทย ในงานฉองอายุครบ 6 รอบ (72 ปี) ที่สุญตาราม เกริงกระเวีย จังหวัดกาญจนบุรี และที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และไปเยี่ยมญาติโยมอีกหลายแห่งทั้งทางภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคกลางและภาคเหนือและเดินทางกลับอเมริกา

ปลายปี 2567 ได้เดินทางไปประเทศมองโกเลียและเวียดนามตามการนิมนต์ของ ดร.เฮือง ชาวเวียดนามในงานมุทิตาจิต 14 ตุลาคม ปี 2568 ไปประเทศอินเดีย เนปาลพร้อมคณะ ในวันที่ 12-24 กุมภาพันธ์ ตามกิจนิมนต์และเพื่อกราบสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง และได้เดินทางมาประเทศไทยก่อนกลับประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 5 มีนาคม 2568

และในวันที่ 9 มีนาคม 2568 ท่านได้ละสังขารด้วยอาการอันสงบ สิริอายุ 73 ปี 4 เดือน 8 วัน