หน้าแรก ภูมิภาค เปิดอก &#8216...

เปิดอก ‘แม่ทัพภาค4’ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช กับภารกิจดับไฟใต้

20.05.17 | 13:24 น.

พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ถือเป็นแม่ทัพคนหนึ่งที่ทำงานหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่มีสถานการณ์หนักหน่วงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของสงขลา

ทั้งนี้ ถ้าย้อนการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.ท.ปิยวัฒน์แล้วจะพบว่า พล.ท.ปิยวัฒน์เป็นนายทหารที่รู้จักพื้นที่ทุกตารางนิ้วของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เคยเป็นผู้อำนวยการข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ดูแลหน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนก้าวขึ้นสู่แม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

เมื่อกาลเวลาผ่านไป “มติชน” จึงขอสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 ถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าห้างบิ๊กซีเหมือนเป็นการต่อรองของกลุ่มระดับใหญ่ของคนร้ายเกี่ยวข้องกับเวทีสันติสุขหรือไม่อย่างไร

พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า “ผมคิดว่าเหตุที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่การต่อรองอะไร เขามีเป้าหมายคิดจะทำให้เกิดความไม่สงบอยู่แล้ว ปัจจัยต่างๆนี้ทำให้เกิดระส่ำระสาย ส่วนหนึ่งคนของกลุ่มหันมารายงานตัวร่วมพัฒนาชาติไทยกันเยอะมากขึ้น ทำให้ไม่ไว้ใจกันเอง จึงเริ่มแสดงศักยภาพให้หลากหลาย ให้รู้ว่ามีศักยภาพอยู่ ส่วนอีกประเด็น คนร้ายพร้อมให้เกิดเหตุตลอดเวลา ส่วนเราก็พร้อมทุกเวลา แต่สิ่งที่เขาทำเหนือความคาดหมาย ทำแบบคนขี้ขลาด วางระเบิดแล้ววิ่งหนีไปแบบหน้าด้านๆ เราไม่สามารถตอบโต้ได้มาก เพราะตอบโต้รุนแรง คนที่วิ่งหนีอาจจะเป็นชาวบ้าน เมื่อเป็นชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ที่กระทำไปก็ต้องขึ้นศาล เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คือสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเรา เราไม่มีสัญญาณบอกว่าเขาเป็นใคร เขารู้เรา แต่เราไม่รู้เขา บางทีแต่งเป็นชุดผู้หญิงมา

อันนี้คือสิ่งที่เราต้องสู้กับคนที่ไม่มีตัวตน อย่างที่บอกว่า เจ้าหน้าที่สู้กับคนเก่งคนกล้าเราไม่กลัว แต่สู้กับคนขี้ขลาดเรากลัว”

Advertisement
  • มีข่าวก่อนหน้านี้ว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นที่อินโดนีเซียต้องการให้มีตัวแทนเป็นกลางเข้ามีส่วนร่วมในเวทีสันติสุข ทั้งที่การเจรจาเดินทางมาไกลแล้ว

แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า “ในความคิดของผม เป็นสิ่งที่เขาพยายามดึงเวลาไว้เฉยๆ การเจรจาพูดคุยกันต้องมาจากข้างบน เป็นเรื่องระดับข้างบน ส่วนในระดับกลางเป็นผู้ปฏิบัติ แยกเป็นคนละส่วน แต่ละคนสร้างความสำคัญเกี่ยวกับตัวเองทั้งนั้น ข้างบนเขาก็ไม่ได้รู้หรอกว่าใครคุมที่ จ.ยะลา ไม่เหมือนของทหาร รู้ว่าใครเป็นทัพภาค 1 ทัพภาค 2 หรือทัพภาค 3 ส่วนของเขา เขาไม่รู้เลย ที่ผ่านมามีจำนวน 3-4 คนที่เราเชิญตัวมาซักถาม อยู่แค่คนละตำบลกันพวกนี้ยังไม่รู้จักกันเลย ยิ่งอำเภอเดียวกันพวกนี้ยังไม่รู้จักกันเลย”

“ย้อนไปเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว ทั้งกลุ่มบีอาร์เอ็นกับพูโล ยอมรับว่ามีกลุ่มเหล่านี้จริง แต่มาถึงทุกวันนี้ คนกลุ่มพวกนี้ตายไปหมดแล้ว ไม่เหลือแล้ว ยังเหลือแต่พวกที่อาศัยคำว่าบีอาร์เอ็น เป็นพวกใหม่ๆ โดยเฉพาะพวกที่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว พวกนี้ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใครหรือจะเป็นบีอาร์เอ็น แม้แต่พวกเรายังตอบไม่ได้ว่าบีอาร์เอ็นคืออะไร ย่อมาจากอะไรก็ไม่รู้ แต่มันคือตัวย่อหรือตุ๊กตาที่เราตั้งขึ้นมาให้กับคนที่ไม่รู้ความจริงในพื้นที่ แล้วนำมาอ้างขึ้นมาเพื่อพยายามสร้างสถานการณ์ให้ดูว่ารุนแรง

เขาอ้างขึ้นมาเพื่อที่จะเขียนว่าเป็นบีอาร์เอ็น ทำให้เกิดความกลัว อีกทั้งมันเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ เพราะว่าในพื้นที่ (จังหวัดชายแดนภาคใต้) มีนักลงทุนเพิ่มขึ้น อย่างที่บอกว่าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เหมือนใคร ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ภูเขามีแร่ ทะเลมีแก๊สและน้ำมัน แต่ภาคอื่นๆ ไม่มี พอนักลงทุนเดินทางเข้ามาในพื้นที่ก็จะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น เหมือนไม่อยากให้นักลงทุนเข้ามา เพื่อที่จะรับทุนร่วมอยู่คนเดียวหรือองค์กรเดียว ไม่ให้ใครยุ่ง”

  • ในส่วนของการกระทำเหตุใหญ่ อย่างเช่นปัตตานี จะสังเกตว่าคนร้ายจะไม่ใช่แค่จังหวัดเดียว บางทีมาทั้งยะลา นราธิวาส

แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า “อย่าลืมว่าสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนกว่าจะข้ามจังหวัดมาได้ต้องขี่ม้าขี่ช้าง อันนี้ผมสมมุติให้เห็นภาพนะครับ แต่สมัยนี้ขี่มอเตอร์ไซค์แป๊บเดียวถึงเลย โทรศัพท์แป๊บเดียวถึงเลย ความมีอยู่ทุกกลุ่มยังติดต่อกันอยู่”

  • ความคืบหน้าของเหตุห้างบิ๊กซี เจ้าหน้าที่จับคนร้ายร่วมก่อเหตุได้เท่าไหร่แล้ว

พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวว่า ?ออกหมายจับไป 9 คน แล้วก็มีที่ควบคุมได้ ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด และภาคเอกชน เราทำงานด้วยกันตลอด ทำงานมานานแล้วเมื่อเกิดเหตุ เรามีการบูรณาการกันมาตลอด พอจับได้เกิดเหตุไม่ถึง 4-5 ชั่วโมงเราก็รู้ตัวและขยายผลต่อไปเป็นจุดๆ รู้แม้กระทั่งว่าใช้โทรศัพท์มือถือโทรไปหาภรรยา แล้วก็เล่าไปถึงระเบิดบิ๊กซีว่าไปประกอบระเบิดที่ไหน ใครประกอบบ้าง มีชื่ออะไรบ้าง?

  • เมื่อรู้ว่าคนร้ายมีส่วนร่วมแล้ว ทางแม่ทัพมียุทธการอย่างไรในการเข้าดำเนินการ

แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า “ด้านยุทธการเราเข้าถึงหมด ทั้งทหารทัพบก ทัพเรือ และทัพอากาศ เราเป็นทหารอาชีพอยู่แล้ว แผนก็คือไม่มีแผน ถ้ามีแผน ฝ่ายตรงข้ามก็รู้ว่าทำอะไร ผมจึงไม่มีแผน ทหารทุกคนเป็นทหารอาชีพว่ารบพิเศษต้องทำอะไร ทหารม้าทหารราบต้องทำอะไร มนุษย์กบทำอะไร ทหารพรานทำอะไร เจ้าหน้าที่ทหารทุกนายต่างเข้าใจและรู้ว่าจะต้องปฏิบัติภารกิจอย่างไรในเรื่องที่้เกิดขึ้น เราทั้งหมดประสานกัน รวมทั้งการแจ้งกับประชาชน”

  • ในส่วนของภาคประชาชนนั้น ทางแม่ทัพภาคที่ 4 ดึงเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรับผิดชอบบ้านเมืองอย่างไร

พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า ผมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เข้ามาสังเกตการณ์ แต่ก่อนเราสอนอยู่แล้ว แต่ว่ามันยังไม่ถึงขั้นเพราะว่ายังไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ (ระเบิดห้างบิ๊กซี) วันนี้เราจะสอนเขาว่าถ้าเกิดเหตุเช่นนี้ จะมีสิ่งบอกเหตุอย่างไร จะติดต่อที่ไหน และจะปฏิบัติตนในพื้นที่อย่างไร และรัศมีระเบิดอย่างไร จะมีการหลบอย่างไร เพื่อให้ไปสอนลูกเมียต่อ ในเรื่องการขยายผลต่อไป เพื่อให้ลูกเมียได้ทราบว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ควรอยู่ตรงไหน ภรรยาไปเดินห้างถ้าเจอเหตุการณ์นี้จะไปอยู่ตรงไหน

เหมือนเรามีคู่มือการดูแลตัวเอง หลังเกิดสึนามิขึ้นมาแบบที่ประเทศญี่ปุ่นทำเป็นคู่มือสากล ถ้าเกิดสึนามิ ประชาชนจะปฏิบัติอย่างไร แผ่นดินไหว ประชาชนต้องทำอย่างไร จะต้องมุดลงใต้โต๊ะ ถ้าเกิดเหตุไฟไหม้ ก็ให้เอาผ้าขนหนูเปียกน้ำปิดประตู เช่นเดียวกัน อันนี้เป็นพื้นที่พิเศษว่าถ้ามีเหตุการณ์ที่คนแจ้งมาว่าข้างหน้ามีระเบิด คุณจะไปอยู่ตรงไหน แล้วจะไปหลบอย่างไร รัศมีขนาดไหน

การทำคู่มือนี้น่าจะบรรจุไว้ในตำราเรียนของนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวว่า ?ได้คุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดไปแล้ว จะใช้ในตำราเรียน สอนสักวันละครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง เฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ส่วนใน 12 จังหวัดภาคใต้ จะค่อยๆ ประสานเพิ่มเติมอีก ให้รู้เป็นหลักว่าระเบิดอย่างไร เพราะทางชุมพร ระนอง จะเกี่ยวกับเรื่องสึนามิหรือแผ่นดินไหว แต่ถ้าเป็นไปได้ก็จะทำทั้ง 14 จังหวัด แต่จะเน้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ก่อน

  • ในช่วงถือศีลอดของพี่น้องชาวมุสลิม มีมาตรการคุมเข้มรักษาความปลอดภัยอย่างไรบ้าง

พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า มาตรการยังเข้มข้นเหมือนเดิม เรามีภาคกำลังประชาชนมาเพิ่มแล้ว ประชาชนก็ตื่นตัวและร่วมปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ เราฝึกอบรมให้กลับไปดูแลตัวเองเพื่อร่วมทำงานกับทหารและตำรวจ

“ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ ผมจะเชิญผู้นำศาสนาทั้งหมดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาคุยกันถึงเหตุที่เกิดขึ้นทุกอย่าง เพราะผู้ก่อเหตุรุนแรงเอาพื้นที่ศาสนสถานไปแสวงประโยชน์ ให้มีการทำร้ายร่างกายกันในนั้น มีการหลบหนีเข้าไปอยู่ในนั้น มีการซุกซ่อนอาวุธ สิ่งที่ผมพูดมา 3 อย่างนี้เป็นจริงทั้งหมด เรามีหลักฐานจริง มีประวัติ มีทุกอย่างที่รู้ว่าเป็นอย่างไร ตอนนี้เราจะคุยกับผู้นำศาสนาว่าจะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าไปได้เลย เข้าได้รวดเร็ว มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ต้องถามผู้นำศาสนาก่อนว่าต้องทำอย่างไร

แต่ทุกอย่างที่ผมบอกไปแล้วก็คือ ขั้นต้นทหารอาชีพทำตามกฎอยู่แล้ว จะรู้ว่าทำอย่างไร

ต่อมาคือ ภัยแทรกซ้อน ภัยแทรกซ้อนที่ผมจะเรียนให้ทราบว่า ตราบใดที่คนร้ายยังมายุ่งกับเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ พลเรือน หรือมีการยิง วางระเบิด ภัยแทรกซ้อนก็ยังทำงานเต็มรูปแบบทั้ง 14 จังหวัด

จับทุกเม็ดทุกอย่างทุกหยดทุกม้วนทุกขวด”

จับหมด เพื่อให้ทราบกันว่า คุณทำแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น

– เขมินท์ เกื้อกูล – สัมภาษณ์