หน้าแรก ภูมิภาค นักวิชาการ มอ...

นักวิชาการ มองร่าง พรบ.บ้านเกิดเมืองนอน ชี้ภาพรวมเป็นเรื่องที่ดี ต้องมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่ชัดเจน

14.03.26 | 13:52 น.

ผศ.ดร.ศิริศักดิ์ เหล่าจันขาม คณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ความเห็นกรณีทายาทนักการเมือง นำโดย “ไชยชนก ชิดชอบ” ชง ร่าง พรบ.บ้านเกิดเมืองนอน ชี้ภาพร่วมเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่ชัดเจนและทำได้จริง

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ผศ.ดร.ศิริศักดิ์ เหล่าจันขาม คณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ความเห็นกรณีทายาทนักการเมือง นำโดย นายไชยชนก ชิดชอบ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และ นายภราดร ปริศนานันทกุล กำลังร่วมกันขับเคลื่อน “ร่าง พรบ.บ้านเกิดเมืองนอน” โดยมีสาระสำคัญ 3 ข้อ คือ 1.การปลดล็อกวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น ให้ยกเลิกข้อจำกัด 2 สมัย 8 ปี เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง 2.ให้ปรับลดเกณฑ์อายุผู้สมัครจากเดิม 30-35 ปี เหลือเพียง 25 ปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเกิดของตน และ 3.ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน ที่ให้ประชาชนเป็นคนกำหนดภาษีรายได้ส่วนบุคคล ภาษีรายได้นิติบุคคล ซึ่ง 30% ของภาษีนิติบุคคลนำไปกระจายสู่ท้องถิ่น ให้อำนาจผู้เสียภาษีสามารถกรอกได้ว่าอยากจะบริจาคไปพัฒนาท้องถิ่นใดๆ จำนวนเท่าไหร่ในแต่ละปีนั้น

ผศ.ดร.ศิริศักดิ์ ให้ความเห็นในประเด็นแรก คือ การปลดล็อกวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น ให้ยกเลิกข้อจำกัด 2 สมัย 8 ปี มาเป็นดำรงตำแหน่งได้โดยไม่จำกัดวาระ ว่า วาระของผู้บริหารท้องถิ่นในอดีตมีการสลับกันไปมา ในทั้ง 2 รูปแบบ และ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น โดยการเข้าสู่ตำแหน่งหรือการอยู่ในตำแหน่งของผู้บริหารของภาครัฐ หรือ ผู้บริหารในระดับต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในโมเดลเดียวกัน คือ 2 วาระ วาระละ ไม่เกิน 4 ปี ซึ่งในรูปแบบนี้ ก็เคยเกิดประเด็นเรื่องของการขั้นเวลา เช่น ผู้บริหารฯ คนเดิม อยากเป็นต่อ เป็นไม่ได้เพราะข้อจำกัดเรื่องวาระ ก็เอาลูกเอาหลาน หรือ เครือข่ายมาลงสมัครฯ ขั้น แต่เป็นได้ไม่นานก็ลาออก แล้วอดีตผู้บริหารคนเดิมก็กลับเข้ามาสมัครและดำรงตำแหน่งใหม่ แล้วก็เป็นต่อได้อีก ซึ่งปรากฏการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 10 กว่าปีแล้ว ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนในเวลาต่อมา

โดยแต่ละรูปแบบมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ไม่อาจฟันธงได้ เนื่องจากมีปัจจัยร่วมหลายประการ กรณีการปรับให้การดำรงตำแหน่งแบบไม่จำกัดวาระ หากมองด้วยเหตุผลความต่อเนื่องในการบริหารงานเพื่อท้องถิ่น จะเป็นผลดีในเรื่องการบริหารจัดการ เรื่องของการขับเคลื่อนนโยบาย เพราะว่ามาผู้บริหารท้องถิ่นไม่เหมือนหน่วยงานราชการทั่วไป เป็นเรื่องของการบริการสาธารณะ บางเรื่องต้องมีความต่อเนื่อง ผนวกกับการสร้างแรงจูงใจทางการเมืองด้วย ในยุคหนึ่ง จึงมีการปลดล็อกเรื่องวาระ แต่เข้าใจว่าหลังจากนั้นเกิดกรณีของการเป็นบ้านใหญ่บ้าง อยู่นานบ้าง แล้วก็สร้างฐานอำนาจการเมืองบ้าง ประชาชนอยากจะเปลี่ยนตัวผู้บริหาร ก็เปลี่ยนยาก

ประเด็นเรื่องวาระการดำรงตำแหน่ง เป็นเหมือนเหรียญ 2 ด้าน มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ในโมเดลของ 2 วาระ วาระไม่เกิน 4 ปี ข้อดี คือ ในการดำรงตำแหน่งเพื่อจะสร้างผลงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะเลือกคนใหม่ หรือ มีคนใหม่เข้าไปจัดการสานต่อ หรือ จะไปสร้างนโยบายใหม่ ก็เป็นโอกาสที่ดีที่ไม่ได้นานและไม่เร็วมากจนเกินไป แต่ข้อเสีย คือ การที่ท้องถิ่นต้องดำเนินการต่อเนื่องหลายๆ เรื่อง ที่ท้องถิ่นจะต้องมีการขับเคลื่อนอาจจะไม่ได้เห็นผลทันที ใน 1 ปี 2 ปี ต้องมองในระยะยาว เพราะว่าผู้บริหารท้องถิ่นเขาอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ตลอด ไม่ได้เป็นผู้บริหารที่ต้องย้ายมาเหมือนกับองค์กรหรือหน่วยงานราชการอื่นๆ ฉะนั้นความผูกพันในพื้นที่หรือความต่อเนื่องในพื้นที่ก็เป็นปัจจัยในการพิจารณาว่า การอยู่ต่อหรือการมีสิทธิ์ได้อยู่ต่อโดยไม่มีวาระก็จะเป็นผลดีในเรื่องของความต่อเนื่องในการบริหารนโยบาย

Advertisement

แต่ปัจจัยสำคัญ คือ หากวัฒนธรรมการเมืองของบ้านเรายังเป็นดังเช่นทุกวันนี้ ก็จะเป็นการเข้าไปสู่รูปแบบเดิม ๆ คือ การสร้างฐานกำลังหรือสร้างฐานอำนาจทางการเมืองที่อาจจะไม่เป็นการเปิดโอกาสให้คนหน้าใหม่หรือคนที่เห็นแตกต่างหรือคนที่มีศักยภาพ ที่ไม่ใช่เครือข่ายของเขาสามารถเข้าไปสู่ระบบการเมืองได้ จะเกิดการผูกขาด หรือ แม้กระทั่งนำไปสู่การเชื่อมโยงกับการเมืองบ้านใหญ่ ในอีกมุมหนึ่ง หากมองในประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ ถ้านักการเมืองหรือกลุ่มผู้บริหารเล็งเห็นการหรือเห็นประโยชน์ของบ้านเมือง ท้องถิ่นเกิดการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัดมันจะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าเข้ามาเป็นเพื่อครองฐานเสียงอำนาจ เพื่อไต่เต้าขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้น คิดว่าประชาชนจะเสียประโยชน์

ทั้งนี้ หากสามารถทำเรื่องของกลไกการถอดถอนควบคู่ขนานกันไปกับเรื่องวาระได้ ก็อาจจะพอไปได้ ในอดีตที่ผ่านมาเวลาจะเอาผู้บริหารท้องถิ่นออกจากตำแหน่งมันยากมาก มีหลายขั้นตอน และต้องเกี่ยวข้องกับสภาฯ ด้วย ถ้าจะเป็นรูปแบบให้ดำรงตำแหน่งแบบไม่จำกัดวาระ ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ในเรื่องของการสร้างความต่อเนื่อง เสนอว่าอาจจะพิจารณาได้ 2 ประเด็น ประเด็นที่ 1 คือ ขยายห้วงของวาระ อาจจะเป็นรูปแบบเป็นได้ไม่เกิน 3 วาระต่อเนื่องกัน แทนที่จะเป็นผูกขาดเลย หรือถ้าจะเป็นวาระต่อเนื่อง จะต้องมีการสร้างกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มข้นจากภาคประชาชนและมีกลไกการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นโดยภาคประชาชนที่ชัดเจน เพราะเมื่อผู้บริหารท้องถิ่นถูกเลือกจากประชาชน ฉะนั้นการถอดถอนมันจะต้องสามารถจัดการจากประชาชนได้เหมือนกับการถูกเลือกเข้าไป รูปแบบนี้จะสร้างความชอบธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมืองที่เล็งเห็นว่าอยากเข้าไปพัฒนา อยากจะสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย

ในขณะเดียวกันฝั่งประชาชนในฐานะที่เป็นโหวตเตอร์ เขาก็มีสิทธิที่จะเข้าชื่อถอดถอน ส่วนจะเป็นการเล่นเกมทางการเมืองหรือไม่นั้น ก็เป็นกลไกสเต็ปต่อไป แต่อย่างน้อยมีช่องทางให้ประชาชนสามารถถอดถอนสำหรับผู้นำท้องถิ่นที่ไม่เข้าตาออกได้เร็วขึ้น ฉะนั้นต้องไปปรับกลไกเรื่องของการถอดถอนจะได้บาลานซ์ความชอบธรรมว่า ถึงแม้จะอยู่ยาว แต่กระบวนการถอดถอนมีความความกระชับขึ้นและศักดิ์สิทธิ์ เพื่อไม่ให้นักการเมืองมองเสียงของประชาชนเป็นของตาย เมื่อเลือกได้ ก็ย่อมถอดถอนได้โดยเร็ว

ส่วนประเด็น ให้ปรับลดเกณฑ์อายุผู้สมัครจากเดิม 30-35 ปี เหลือเพียง 25 ปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเกิดของตนนั้น มองว่า ในอดีตเรายังมองว่า คนอายุ 25 ปีคือเด็ก แต่ในวันที่บ้านเมืองเจริญและมีความซับซ้อน ขณะเดียวกันกระแสของคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดความอ่าน วันนี้ไม่ได้แตกต่างจากคนอาวุโส อาจจะมีความแตกต่างในเรื่องของประสบการณ์ในการทำงาน แต่คนรุ่นใหม่ที่ไอเดียดีๆหรือมีศักยภาพมีมากขึ้น วันนี้เราเข้าถึงข้อมูล และมีพื้นที่ในการที่ทำให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่มีสิทธิเลือกตั้ง การแสดงความเห็นทางการเมือง การเข้าถึงประสบการณ์ทางการเมือง เรื่องนี้มองว่าเป็นเรื่องที่เห็นด้วย อย่าลืมว่าเวลาเขามาดีไซน์อนาคตของเมืองหรือพื้นที่ของเขา เป็นการดีไซน์เพื่อคนในอนาคต

ในขณะเดียวกันก็เพื่อคนที่เจนเนอเรชั่นที่สูงขึ้นด้วย แต่ในขณะที่เจเนอเรชั่นผู้อาวุโสอาจจะมองเฉพาะเจเนอเรชั่นของตัวเอง บางทีอาจจะลืมมองความคิดเห็นที่แตกต่างหรือมุมมองใหม่ ๆ จากคนรุ่นใหม่ ในเรื่องของการที่จะปลูกฝัง บ่มเพาะอนาคตของผู้นำ อนาคตของนักการเมืองในอนาคต คิดว่าเริ่มต้นที่อายุ 25 ปีก็ไม่ได้เป็นเด็กเกินไป อย่างน้อยให้มีประสบการณ์ได้รับการเทรน อาจจะมีกลไก เช่น อาจจะมีหลักสูตรอะไรสักอย่างหนึ่ง หรืออาจจะมีการกำหนดหรือมีข้อกำหนดว่า คนๆนั้นจะต้องปฏิบัติงานหรือเป็นอาสาสมัครในภาคกิจการสาธารณะในองค์กรสาธารณะ หรือ อย่างน้อยให้มีให้มีเงื่อนไขขึ้นมาอาจจะไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่อายุ 25 ปี ก็เป็นได้หมด เพราะไม่เช่นนั้น ก็จะกลายเป็นว่าลูกเศรษฐีมีเงินที่มีคอนเน็กชันทางการเมืองที่ดีก็เข้ามาได้ ก็อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารงานของของท้องถิ่นได้ เรื่องนี้คิดว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่คนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้ามาในพื้นที่การเมืองให้มากขึ้น ไม่ใช่อายุใกล้เกษียณหรือหลังเกษียณหรือเป็นข้าราชการเกษียณถึงมาเป็นนักการเมือง

ขณะที่ประเด็น ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน ที่ให้ประชาชนเป็นคนกำหนดภาษีรายได้ส่วนบุคคล ภาษีรายได้นิติบุคคล ซึ่ง 30% ของภาษีนิติบุคคลคือ 195,000 ล้านบาท นำไปกระจายสู่ท้องถิ่น ให้อำนาจผู้เสียภาษีสามารถกรอกได้ว่าอยากจะบริจาคไปพัฒนาท้องถิ่นใดๆ จำนวนเท่าไหร่ในแต่ละปี มองว่า ในหลักการเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากปัจจุบันเรามีเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งในปี 2542 มี พรบ.แผนและขั้นตอนกระจายอำนาจ ซึ่งมีการกำหนดเรื่องของจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น ไม่ต่ำกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ถึง 35% แม้จะผ่านมา 30 กว่าปีแล้ว ฉะนั้นกลไกนี้อาจจะเป็นตัวที่ทำให้การจัดสรรงบประมาณมีแรงดึงดูดใจสำหรับคนที่เสียภาษี

สมมุติว่าเราเป็นคนต่างจังหวัดที่ไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านมาที่ที่เรามาทำงาน แต่เราเห็นว่าเรามาใช้ชีวิตที่นี่ แล้วได้รับการดูแล ได้รับการบริการสาธารณะจากพื้นที่ที่เราทำงานอยู่ เราก็มีควรที่จะมีสิทธิ์ที่จะดีไซน์ภาษีในสัดส่วนที่เหมาะสมให้กับพื้นที่ ไม่ใช่เป็นการจัดสรรงบประมาณแบบต่อหัวประชากรตามสำเนาทะเบียนบ้าน หรือแม้กระทั่งเรามองว่าเรามาทำงานต่างจังหวัด แต่พ่อแม่เรายังอยู่ที่บ้านเกิดเมืองนอน เราอยากจะสนับสนุนบ้านเกิดเมืองนอนของเรา เราก็สามารถดีไซน์ให้ภาษีกลับไปที่บ้านเมืองนอนเราได้

ฉะนั้นมองว่ามันก็จะเป็นการช่วยทำให้ท้องถิ่นที่ต้องมาแบกรับภาระ ได้รับการดูแลจากคนที่เขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ สามารถมีอำนาจในการตัดสินใจในเชิงตัวงบประมาณในเรื่องของภาษีได้ดีขึ้น นอกเหนือจากการที่เอาเงินทุกบาททุกสตางค์เข้าไปอยู่ตรงกลางแล้วหารยาว หรือบางทีถูกจัดสรรไปตามเส้นทางทางการเมือง หรือถูกจัดสรรไปตามนโยบาย ที่มันไม่ได้ลงมา เงินที่เขาเสียภาษีออกไปไม่ได้กลับลงมาอยู่ในพื้นที่ที่เขาได้รับการบริการเท่าที่ควร

อย่างไรก็ดีในประเด็นนี้ก็มีข้อท้าทาย คือ อาจจะเกิดเรื่องของความเหลื่อมล้ำได้ เช่น ถ้าจังหวัดไหนหรือพื้นที่ไหนที่คนไปอาศัยอยู่ไม่มาก ก็อาจจะทำให้ฐานการจัดสรรภาษีไปในพื้นที่นั้น มีความด้อยหรือมีน้อยกว่าพื้นที่ที่ดึงดูดใจ ดังนั้นอาจจะต้องมีกลไกในเรื่องของการดึงดูด หรือ มีกลไกของตรงกลาง อาจจะไม่ใช่ว่าทุกพื้นที่ต้องได้เท่ากัน แต่ว่าที่ไหนไม่ได้หรืออ่อนแอกว่าเพื่อนอาจจะมีตรงกลางหรือมีกองทุนตรงกลางในการสนับสนุน เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้แต่ละเมือง แต่ละพื้นที่แข่งขันกันสร้างระบบนิเวศของการดึงดูดให้คนอยากจะจ่ายภาษี เช่น ถ้าเรามาอยู่ขอนแก่น แล้วมีความรู้สึกว่าปลอดภัย ไปมาสะดวก เทศบาลดูแลดี ขยะเก็บตรงเวลา บ้านเมืองสะอาด น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี เราก็อยากจะจ่ายภาษี แต่ในขณะเดียวกันในบางพื้นที่ที่ผู้บริหารเมืองหรือผู้นำท้องถิ่นไม่ได้ให้บริการสาธารณะ หรือสร้างความไม่พึงพอใจให้กับประชาชน ประชาชนก็จะเป็นคนลงโทษผ่านกระบวนการจ่ายภาษีเอง

อย่างไรก็ตาม ใน 3 ประเด็นดังกล่าว พยายามมองบวกในเชิงการเมือง คือเวลาเราพูดถึงการเมือง แน่นอนมันต้องสมประโยชน์ สมประโยชน์ทั้งสาธารณะ ในขณะเดียวกันการเป็นนักการเมืองก็ต้องการอยากได้คะแนนเสียง เพื่อเข้ามาเพื่อได้รับการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง อันนี้เป็นทฤษฎีการเมือง คือ ประโยชน์สาธารณะได้ ในขณะเดียวกันตัวนักการเมืองเองก็ต้องถูกได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามามีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร ฉะนั้นในมุมของการบริการสาธารณะถ้าวางระบบดี คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก มันอาจจะเกิดการพลิกโฉมอะไรบางอย่าง แล้วที่ผ่านมาโดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณ เราเจอปัญหาเรื่องของกระทรวงทบวงกรมหรือหน่วยงานส่วนกลางถูกอุ้มเอางบประมาณไปใช้เยอะ ไม่ได้ถูกนำมาลงในระดับท้องถิ่นเท่าที่ควร แต่ถ้าเกิดตรงนี้ขึ้นจะเป็นการปลดล็อก ทำให้ท้องถิ่นหรือคนที่อาศัยในท้องถิ่นสามารถดีไซน์ว่าภาษีของเขาควรไปที่ไหน

เมื่อถามว่า มองเป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยต่อเรื่องนี้อย่างไร ผศ.ดร.ศิริศักดิ์ กล่าวว่า ในมุมของทางการเมือง พรรคการเมืองที่ออกนโยบายก็ย่อมหวังผลในเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้กับนักการเมืองที่สามารถอยู่ๆ ยาวได้ ก็จะเป็นกลไกของกระบวนการสร้างเครือข่ายทางการเมือง ส่วนจะไปยึดโยงกับบ้านกลาง บ้านเล็ก บ้านใหญ่ มันก็อาจจะมีความเชื่อมโยงกันได้ ในส่วนของคนรุ่นใหม่คิดว่ามันก็เป็นกลไกทางการเมืองอันหนึ่งที่จะดึงเอาคนรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในลีก ถ้าเป็นฟุตบอลอาจจะเป็นลีกท้องถิ่น เพื่อจะได้เห็นคนรุ่นใหม่ที่มีแวว แล้วดึงคนรุ่นใหม่กลุ่มนั้น เข้าสู่การเมืองระดับที่สูงขึ้น คิดว่านี้ก็จะเป็นการพลิกโฉมทางการเมืองก็เป็นได้ พรรคการเมือง ก็จะได้คนเลือดใหม่เข้ามา

ผศ.ดร.ศิริศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องที่เป็นห่วงคือ การปลดล็อกวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น เสนอว่าต้องมีการศึกษาว่า ประเทศไทยทำยังไงเราจะสามารถที่จะมีกลไกในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการเมือง แน่นอนว่าเราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อยากให้มีคนรุ่นใหม่ เข้ามา อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเมือง แต่ตอนนี้มันเกิดรูปแบบผสมผสาน ขณะเดียวกันถ้าพรรคที่เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลหรือการเมืองใหม่หลังจากนี้ช่วยเปลี่ยนวัฒนธรรมการเมืองได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ฉะนั้นถ้าเป็นการต่อหรือปลดล็อกวาระไม่ให้มีวาระ แล้วยังกลับมาเป็นลักษณะคล้ายเดิม คิดว่ามันก็จะเป็นการทำร้ายระบบเดิมที่มันดีอยู่แล้ว ซึ่งหากจะทำจริงก็ต้องมีกลไกการถ่วงดุลจากภาคประชาชนที่เข้มข้นและเห็นผลจริง

ที่ผ่านมาการประเมินผลงานผู้บริหารท้องถิ่น เป็นการประเมินที่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ฉะนั้น ถ้าหลังจากนี้จะให้ความเข้มข้นกับเรื่องของการประเมินผลการปฏิบัติงาน ควรต้องมีการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีการกำหนดหลังจากที่เข้ามา มีการทำคำรับรองกับสาธารณะ ก็จะก่อให้เกิดคอมมิตเมนต์มากขึ้น มีการกำกับติดตามความสำเร็จทุกระยะ มันต้องมีคะแนนประเมินมากำกับ คนประเมินก็ต้องเป็นภาคประชาชน ผนวกกับ องค์กรกลางที่เป็นอิสระจริง ๆ และต้องมีบทลงโทษที่เข้มข้น หากทำไม่สำเร็จ

ท้ายที่สุด ในการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการที่อยู่นาน คือ ทำอย่างไรให้สภาท้องถิ่นมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น สุดท้ายอาจจะพิจารณาตัวแบบเหมือนอเมริกาก็ได้คือ ให้ สภาของเมืองหรือสภาท้องถิ่น ทำหน้าที่เป็นคนกำหนดและกำกับนโยบาย ไม่ใช่ฝ่ายบริหารเป็นคนออกนโยบาย แล้วให้มีคนๆหนึ่งที่มีความเป็นมืออาชีพมาทำหน้าที่บริหารและรันนโยบาย อาจจะเป็นโมเดลคล้ายอเมริกาก็ได้ แต่ที่ผ่านมาเรารับเอามาบางส่วนโดยเอามาล้อกับรูปแบบการจัดการปกครองส่วนกลางเลยกลายเป็นแยก 2 ฝ่าย (ฝ่ายบริหาร กับ ฝ่ายสภา) ซึ่งแยกเฉพาะโครงสร้าง แต่ความสัมพันธ์ของคนหรือการได้มายังเป็นทีมเดียวกัน ถ้าทำตรงนี้ให้มันเป็นระบบจริง จะทำให้เกิดการสร้างการแข่งขันในระดับท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นได้ประโยชน์ ได้รับการดูแลหรือมีงบประมาณเพียงพอในการที่จะมาขับเคลื่อน