ปิดทองหลังพระ ลุยกาฬสินธุ์-ศรีสะเกษ ติดตาม2หมู่บ้านโมเดลพัฒนา เทิดพระเกียรติ100ปี ชาตกาลในหลวง ร.9
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ และคณะที่ปรึกษาสถาบันฯ ได้ติดตามผลความคืบหน้าการดำเนินโครงการหมู่บ้าน ที่ได้รับการคัดเลือก เพื่อน้อมรำลึกพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่9 เนื่องในวาระครบ 100 ปี ชาตกาล ในปี พ.ศ. 2570 ที่ บ้านโพนงาม อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ และ บ้านเหล่าฝ้าย อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งหมู่บ้านทั้ง 2 แห่งอยู่ใน 10 หมู่บ้าน ที่ได้รับการคัดเลือก “หมู่บ้าน 100 ปีชาตกาล” เป็น ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9
ทั้งนี้หมู่บ้านทั้งสองแห่งเริ่มต้นด้วยการศึกษาข้อมูลพื้นที่อย่างเป็นระบบ รับฟังปัญหาจากชาวบ้าน และบูรณาการหน่วยงานมาร่วมแก้ปัญหา โดยไม่ลบล้างสิทธิหรือวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน
พื้นที่บ้านโพนงาม อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “น้ำคือชีวิต” และการบริหารจัดการที่ดินตามหลัก “เกษตรทฤษฎีใหม่” มาพลิกฟื้นผืนดินหนองเลิงเปือย ที่ประสบวิกฤตน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซาก เป็น พื้นที่ต้นแบบการบูรณาการการพัฒนา
จุดเริ่มคือ น้อมนำแนวพระราชดำริแก้มลิง ด้วยการขุดลอกหนองเลิงเปือยใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท ปริมาณน้ำจาก 1.6 เป็น 7.4 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำท่วมขังที่เคยกินเวลา 3 เดือนทุกปี จะลดเหลือไม่ถึง 20 วัน บางปีจะไม่เกิดเลย
สิ่งที่ทำให้ “บ้านโพนงาม” ต่างจากโครงการอื่น คือกระบวนการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นจริง ชาวบ้านเสนอให้ทำชั้นพักหรือเบิร์มในบ่อ เพื่อเป็นพื้นที่วางไข่ปลา ทีมงานรับฟังและปรับแบบตามทันที
ส่วนดินขุดลอก 6 ล้านลูกบาศก์เมตร แทนที่จะขนไปทิ้งด้วยงบฯกว่าพันล้าน ก็นำมาถมรอบขอบหนองในรัศมี 1.5 กม แล้วได้แก้ปัญหาดินให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น โดยติดต่อสถานีพัฒนาที่ดินและปราชญ์ชาวบ้าน ได้เข้ามาให้ความรู้ปรับปรุงดิน การทำปุ๋ยหมักกว่า 2,000 ตัน และเกิดนวัตกรรม “ทำปุ๋ยสั่งตัด” ตามค่าวิเคราะห์ดิน ต่อมาได้ยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ ทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มเฉลี่ย 525 กก./ไร่
นอกจากนี้ กรมที่ดินและกรมพัฒนาที่ดิน ช่วยวางผังให้สิทธิแปลงนาของชาวบ้านยังคงอยู่ครบถ้วน พื้นที่รกชัฏ คือมีวัชพืชขึ้นหนาแน่น รกทึบ ที่ไม่เคยใช้ประโยชน์ต้อง ทำให้เป็นไร่นาสีเขียว หลังน้ำเพิ่ม ปลาเริ่มเข้าและวางไข่ ปัจจุบันพบว่ามี 38 ชนิด ช่วยสร้างรายได้เสริมให้ 300 ครัวเรือน เฉลี่ยเดือนละ 3,000-6,000 บาทต่อครัวเรือน
สำหรับ การผลิตข้าวซึ่งเป็นพืชหลัก ได้ยกระดับสู่ “การทำนาแบบประณีตครบวงจร” เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนสูง จากการทำนาหว่านและใช้สารเคมี มีการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การปรับระดับนาด้วยเลเซอร์ การใช้เครื่องหยอดข้าวแห้ง การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดการใช้นํ้าและลดก๊าซเรือนกระจก เชื่อมโยงโมเดลเศรษฐกิจ BCG ส่งผลให้ได้ข้าวคุณภาพดี ต้นทุนต่ำ มีข้าวบริโภคเพียงพอเกินกว่า 80% ของชุมชน และเชื่อมโยงเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าสู่ตลาดภายนอกได้อย่างเข้มแข็ง


ขณะที่ บ้านเหล่าฝ้าย อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ พัฒนาภายใต้แนวคิด สร้างน้ำ แก้ดิน สร้างอาชีพ สร้างชีวิต
ชุมชนมีจุดเด่นคือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ปลูกเมล่อน ผักปลอดสารที่มีชื่อระดับจังหวัด แต่ประสบปัญหาเดิมซ้ำซาก คือน้ำไม่พอ ดินเสื่อม ผลผลิตข้าวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตำบลเกือบ 30% ต่อมาผู้นำอบต.เหล่ากวาง ได้เรียนรู้ความสำเร็จจาก อบต.ขนุน อ.กันทรลักษ์ ที่ร่วมพัฒนาแหล่งน้ำกับสถาบันฯ มาก่อนหน้า แล้วนำกลับมาปรับใช้กับพื้นที่ตัวเอง
จากนั้นสถาบันฯร่วมกับ อ.โนนคูณ และหน่วยงานภาคี แก้ปัญหาน้ำด้วยการติดตั้งระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์จากอ่างเก็บน้ำห้วยซุง และวางแผนผันน้ำจากห้วยขะยุงที่มีน้ำตลอดปีมาเติมอ่าง เพื่อรองรับความต้องการน้ำที่การเกษตรยังขาดอยู่ 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
ด้านดินปัญหาไส้เดือนฝอยที่กัดกินผลผลิตมานานได้รับการแก้ไขด้วยสารชีวภัณฑ์ พด.16 ที่ต้นทุนต่ำ ใช้งานง่ายส่งผลให้ผลผลิตเมล่อนเพิ่มจาก 450 เป็น 700 กิโลกรัมต่อโรงเรือน
โรงเรือนขยายจาก 40 เป็น 60 หลัง กำลังผลิตอยู่ที่ 12 ตันต่อเดือน สร้างงานในชุมชน 10-20 คน รายได้ 7,000-7,500 บาทต่อเดือน
ทั้งมีแนวโน้มจะพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรและแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในอนาคต เพื่อมาเผยแพร่เป็นต้นแบบให้ส่วนราชการ องค์กรเอกชน สถานศึกษา มาศึกษาดูงานเพื่อนำไปใช้แนวทางการพัฒนา สนองพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ราษฎรและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน




