หน้าแรก ภูมิภาค นักวิชาการ มช...

นักวิชาการ มช. ชี้เด็กมองสอบโอเน็ตไร้ความหมาย แนะปลดล็อกระบบเลื่อนชั้นเร่งสร้างวินัยให้เด็ก

17.03.26 | 13:31 น.

นักวิชาการ มช. ชี้เด็กมองสอบโอเน็ตไร้ความหมายจนผลสอบคะแนนร่วง เผยระบบเลื่อนชั้นอัตโนมัติทำเด็กขาดความรับผิดชอบ แนะปลดล็อกระบบเลื่อนชั้นเร่งสร้างวินัยให้เด็ก พร้อมฝากรัฐบาลใหม่สร้างโรงเรียนต้นแบบกระจายทุกพื้นที่

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ผศ.ดร.สุบัน พรเวียง หัวหน้าสาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้ผลสอบโอเน็ตระดับชั้น ป.6 และ ม.3 มีคะแนนลดลง หากมองโดยรวมความสำคัญของการให้คุณค่าในตัวข้อสอบโอเน็ตไม่มีความหมายต่อผู้สอบ เด็กจึงทำข้อสอบให้เสร็จๆไป แต่หากการสอบมีความหมายจะกลับมาเรื่องคุณภาพ ถ้าผลสอบออกมาต่ำจะวิเคราะห์ต่อได้ถึงเรื่องคุณภาพ ตั้งแต่การจัดการเรียนการสอนทั้งระบบที่เซ็ทขึ้นมา รวมถึงการเลื่อนชั้นอัตโนมัติที่ดูแค่ให้ผ่านแต่ตัวกระบวนการเด็กยังขาดความรับผิดชอบ ผลที่เกิดขึ้นกับเด็กคือ ไม่ต้องรับผิดชอบก็สอบผ่านเลื่อนชั้นได้

ประเด็นที่สอง คือครูที่มองว่าเมื่อระบบปล่อยให้เลื่อนชั้นก็จำเป็นต้องสอนให้จบไป เพราะการสอบไม่มีความหมายจึงไม่ต้องเข้มงวด คนที่เป็นผู้ปฎิบัติจึงปล่อยตามน้ำ เมื่อระบบเป็นแบบนี้เป้าหมายที่อยากให้เด็กมีความรับผิดชอบและมีวินัยจึงไม่เกิด ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะโอเน็ต แต่เกิดขึ้นทั้งระบบ สิ่งที่เป็นปัญหาจนทำให้เด็กขาดความรับผิดชอบ เพราะไม่ได้ถูกฝึกในระหว่างที่อยู่ในโรงเรียน ดังนั้นไม่ว่าจะสอบด้วยข้อสอบตัวไหน ก็ไม่สามารถสะท้อนได้ว่าเด็กมีความสามารถจริงหรือไม่

ผศ.ดร.สุบัน เสนอแนะว่า ควรปลดล็อกเรื่องระบบการเลื่อนชั้นอัตโนมัติ และมาโฟกัสเรื่องการปลูกฝังความรับผิดชอบอย่างเข้มข้น อย่าเน้นดูแค่ผลคะแนนว่าได้เท่าไหร่ แต่ต้องดูเรื่องความมีวินัย ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นเครื่องประเมินพฤติกรรมของเด็ก มิฉะนั้นเด็กบ้านเราจะกลายเป็นเด็กหยิบโหย่ง สู้เด็กเวียดนาม หรือ สิงคโปร์ไม่ได้ เพราะเด็กไม่มีความอึด

ส่วนปัญหาความเลื่อมล้ำระหว่างเด็กในเมืองและชนบท ผศ.ดร.สุบัน มองว่ามีผลมากเพราะเป้าหมายชีวิตระหว่างคนในเมืองและชนบทแตกต่างกันมาก พอเป้าหมายแตกต่างกันครอบครัวเด็กในชนบทอาจมองว่าเรียนไปก็ไม่เกิดประโยชน์ การให้คุณค่าต่อการเรียนจึงน้อยเรียนพอให้จบไปตามที่กฏหมายกำหนด แต่เด็กในเมืองมีเป้าหมาย คือเรื่องไปเพื่อประกอบอาชีพ หรือมุ่งสู่การยกสถานะทางสังคมให้สูงขึ้น เด็กในเมืองจึงมีความกระตือรือร้นมากกว่า นอกจากนี้ต้นทุนที่แตกต่างกันทั้งครอบครัว และโรงเรียน รวมทั้งวิธีคิดของคนในชนบทและคนในเมืองที่ไม่เหมือนกัน ส่งผลให้เด็กแต่ละพื้นที่ได้รับโอกาสที่แตกต่างกัน

Advertisement

“ประเด็นเหล่านี้คือองคาพยพใหญ่ที่ทำให้ความสำคัญในการเข้าสู่โรงเรียน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ กลายเป็นข้อต่อที่สร้างคุณภาพทางการศึกษาแค่ให้ผ่านไปในพื้นที่ชนบท แต่ในเมืองมีการแข่งขันสูงโรงเรียนไหนที่มีคุณภาพหรือมีต้นทุนสูงและมีความพร้อม พ่อแม่ก็จะส่งเด็กไปเรียน เพราะคาดหวังว่าจะทำให้เด็กมีอนาคต ซึ่งความเลื่อมล้ำนี้มีสูงมากเมื่อผนวกกับการกระจายงบประมาณที่เฉลี่ยเป็นรายหัวไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้อง แม้มีเพิ่มเติมมาบ้างก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การแก้ปัญาประสบผลสำเร็จ แทนที่จะทุ่มงบไปพัฒนาให้มีโรงเรียนต้นแบบกระจายในแต่ละพื้นที่กลับต้องมาแบ่งเค้กกัน” ผศ.ดร.สุบัน กล่าว

ผศ.ดร.สุบัน กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนรัฐบาลและนโยบายบ่อยๆ ก็มีผลทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่อง บางครั้งนโยบายที่ถูกส่งมาเป็นแบบรายวันต้องการเพียงภาพแต่การศึกษาทำแบบนั้นไม่ได้ โดยเฉพาะการฝึกฝนคนให้มีทักษะ มีความรู้ และมีความสามารถต้องทำอย่างต่อเนื่อง จึงอยากฝากถึงรัฐบาลและผู้บริหารชุดใหม่ที่จะเข้ามาดูแลเรื่องการศึกษาของประะเทศ ต้องมีการทบทวนเรื่องไหนที่ดีอยู่แล้วก็สานต่อ อะไรที่ต้องสร้างรากฐาน เช่น การพัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างโรงเรียนต้นแบบดูแลเด็กในพื้นที่ห่างไกล สร้างโรงเรียนที่เป็นศูนย์กลางในการพัฒนากระจายในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบ รวมทั้งหยิบยกประเด็นการพัฒนาเด็กที่น่าสนใจขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเพื่อลดภาระของส่วนกลาง