วังช้างอยุธยา ให้ช้างเดินแทนขึ้นรถเทรลเลอร์ หลังดีเซลหายาก หวั่นขนส่งสะดุดกระทบส่งอาหารช้าง
เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 18 มีนาคม ที่หมู่บ้านเพนียดช้างหลวง ต.สวนพริก อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า จากสถานการณ์น้ำมันดีเซลตึงตัว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ “วังช้างอยุธยาแลเพนียด” อย่างชัดเจน ล่าสุดได้ปรับแผนการขนย้ายช้าง โดยปล่อยช้างจำนวน 15 เชือก ซึ่งเป็นช้างบริการนักท่องเที่ยว เดินเท้าจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าไปยังวังช้างฯ ภายในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ท่ามกลางความสนใจของประชาชนตลอดสองข้างทาง
การเคลื่อนย้ายช้างครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 รอบ เพื่อความปลอดภัยในการใช้เส้นทางร่วมกับประชาชน โดยรอบแรกเวลา 07.30 น. จำนวน 7 เชือก และรอบที่ 2 เวลา 08.00 น. จำนวน 8 เชือก
นายลายทองเหรียญ มีพันธุ์ เจ้าของวังช้างอยุธยาแลเพนียด และประธานชมรมพระคชบาล เปิดเผยว่า ปกติทางวังช้างจะใช้รถเทรลเลอร์ 2 คัน สำหรับขนส่งช้างไป–กลับ ระหว่างหมู่บ้านเพนียดช้างหลวงกับ ปางช้างอยุธยาแลเพนียด

แต่จากปัญหาน้ำมันดีเซลขาดแคลน ทำให้ไม่สามารถจัดหาน้ำมันสำรองได้ เนื่องจากหลายปั๊มจำกัดปริมาณการเติม บางแห่งให้เติมเพียง 500 บาทต่อคัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้งาน
“ก่อนหน้านี้มีการยืนยันว่าไม่มีปัญหาน้ำมันขาดแคลน แต่ในความเป็นจริงขณะนี้กลับเกิดขึ้นอย่างชัดเจน และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง” นายลายทองเหรียญ กล่าว
จากข้อจำกัดดังกล่าว ทางวังช้างจำเป็นต้องหันกลับมาใช้วิธีดั้งเดิม คือให้ช้างเดินทางไปยังจุดให้บริการแทนการใช้รถเทรลเลอร์ เพื่อลดการใช้น้ำมัน และยังคงเปิดบริการนักท่องเที่ยวได้ตามปกติ โดยจากเดิมมีช้างให้บริการวันละประมาณ 35 เชือก ปัจจุบันลดเหลือ 15 เชือก ขณะที่ช้างสูงอายุยังคงต้องใช้รถขนส่งเพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งอาหารได้

ทั้งนี้ ได้มีการวางมาตรการความปลอดภัยระหว่างการเดินของช้าง โดยจัดให้เดินเป็นช่วง เว้นระยะห่าง เพื่อให้รถสามารถสัญจรผ่านได้สะดวก ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ พร้อมมีเจ้าหน้าที่ขี่รถจักรยานยนต์ติดตาม และรถเข็นพ่วงท้ายสำหรับเก็บมูลช้างทันที เพื่อรักษาความสะอาดบนถนน
นายลายทองเหรียญ ยังระบุด้วยว่า หากสถานการณ์น้ำมันยังไม่คลี่คลาย อาจส่งผลกระทบต่ออาหารช้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสับปะรดจากจังหวัดระยอง หากการขนส่งสะดุด ช้างจะได้รับผลกระทบโดยตรง จึงขอความเมตตาจากประชาชน หากมีอาหารสามารถนำมาบริจาคช่วยเหลือได้ พร้อมยืนยันว่าจะดูแลช้างอย่างเต็มที่ และอาจต้องปล่อยช้างออกหาอาหารตามธรรมชาติเพื่อประคองสถานการณ์
ขณะที่ นายเพลิน อายุ 49 ปี คนขับรถเทรลเลอร์ขนส่งอาหารช้าง เปิดเผยว่า ได้ขับรถบรรทุกสับปะรดจากจังหวัดระยองมายังอยุธยา โดยเติมน้ำมันจากต้นทาง 2,000 บาท แต่ระหว่างทางแวะปั๊มน้ำมันกว่า 16 แห่ง กลับไม่สามารถเติมได้ เนื่องจากน้ำมันหมดเกือบทุกแห่ง

กระทั่งถึงพื้นที่อำเภอวังน้อย น้ำมันเหลือเพียงขีดแดง จึงพยายามหาปั๊มเติมอีกครั้ง ก่อนจะสามารถเติมได้เพียง 1,000 บาทในปั๊มสุดท้าย เนื่องจากมีการจำกัดปริมาณ บางแห่งจำกัดรถบรรทุกเพียง 50–65 คันต่อวัน และแจ้งว่าน้ำมันจะมีเข้ามาอีกใน 4–5 วัน
นายเพลิน ระบุว่า ปกติค่าใช้จ่ายน้ำมันสำหรับเส้นทางระยอง–อยุธยา ไป–กลับ อยู่ที่ประมาณ 6,000 บาท แต่ครั้งนี้สามารถเติมได้ครั้งละเพียง 500–1,000 บาท สะท้อนถึงปัญหาการเข้าถึงน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อภาคขนส่งอย่างหนัก แม้จะสามารถนำอาหารมาส่งได้แล้ว แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอสำหรับการเดินทางกลับ
“หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจกระทบต่อการขนส่งอาหารช้าง ซึ่งปกติจะส่งสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง และช้างอาจต้องขาดแคลนอาหาร เหลือเพียงฟางข้าว” นายเพลิน กล่าว
ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำมันดีเซลตึงตัวในหลายพื้นที่ ไม่เพียงกระทบภาคขนส่ง แต่ยังลุกลามถึงภาคการท่องเที่ยวและผู้เลี้ยงช้างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดในระยะยาว


