ผู้พิการน้ำตาซึม ถูกจนท.อุทยานสั่งห้ามแสดงควงไฟหน้าหาดอ่าวนาง วอนเห็นใจไม่ได้ขอทาน ใช้ความสามารถแลกเงิน
กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลหลังหนุ่มผู้พิการรายหนึ่งที่ยึดอาชีพโชว์ควงไฟบริเวณชายหาดอ่าวนาง ม.2 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ เพื่อหาเลี้ยงชีพ ถูกเจ้าหน้าที่สั่งระงับการแสดงโดยอ้างเหตุผลด้านกฎหมาย เจ้าตัวถึงกับน้ำตาซึมวอนขอความเมตตา ยืนยันไม่ได้ขอทานแต่ใช้ความสามารถแลกเงิน
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหน้าหาดอ่าวนาง เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 19 ที่ผ่านมาใกล้กับโค้งพระนางอิน หน้าหาดอ่าวนาง พบกับ นายสราวุธ บิลหมัด อ.31 ชายพิการครึ่งตัว นั่งอยู่บนรถเข็น พร้อมเพื่อนๆและอุปกรณ์การแสดงประมาณ 5-6 คน กำลังเตรียมแสดงโชว์ควงไฟ ท่ามกลางนักท่องเที่ยวไทย เทศ นั่งล้อม รอชมหลายร้อยคน แต่ก็ต้องผิดหวังไปตามกัน เมื่อนายสราวุธ ได้พูดผ่านไมโครโฟนว่า วันนี้ตนและทีมงานไม่สามารถแสดงโชว์ควงไฟให้นักท่องเที่ยวได้ชมได้เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่อุทยานหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ได้สั่งห้าม
โดยอ้างว่าผิดกฎหมายของอุทยานฯ ซึ่งสร้างความมึนงงให้กับนักท่องเที่ยว เนื่องจากบริเวณดังกล่าวนายสราวุธ ได้แสดงโชว์ควงไฟมานาน แต่ก็ไม่เคยมีใครห้าม เนื่องจากการแสดงโชว์ไฟสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวบริเวณชายหาดอ่าวนางกันเป็นจำนวนมาก

นายสราวุธ เปิดเผยด้วยสีหน้าเศร้าว่า ตนเองยึดอาชีพโชว์ความสามารถควงไฟเปิดหมวกนี้มานานเพื่อหาเงินเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว ไม่อยากเป็นภาระสังคมด้วยการไปนั่งขอทาน จึงได้ฝึกฝนการควงไฟจนชำนาญ
แต่ล่าสุด กลับถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯเข้ามาสั่งห้ามไม่ให้ทำการแสดงบริเวณนี้อีกต่อไป โดยระบุว่าการใช้ไฟ ผิดกฎหมายอุทยานฯซึ่งหากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย
“ผมไม่ได้มานั่งขอเงินใครฟรีๆ ผมตั้งใจฝึกฝนจนทำเป็นอาชีพได้ ทุกครั้งที่แสดงผมจะมีมาตรการป้องกัน และเลือกจุดที่ห่างไกลร้านค้า สถานประกอบการเพื่อไม่ให้ควันรบกวนใคร พอถูกสั่งห้ามแบบนี้ผมก็มืดแปดด้าน ไม่รู้จะไปทำกินที่ไหนต่อ เพราะร่างกายที่ไม่สมประกอบจากอุบัติเหตุทำให้หางานอื่นลำบาก อยากวอนขอให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยจัดสรรพื้นที่ให้คนพิการ หรือคนที่มีอาชีพควงไฟโชว์ได้มีที่ยืนทำมาหากิน”นายสราวุธ กล่าว
ขณะที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่นั่งรอชม ส่วนใหญ่ต่างแสดงความเห็นใจ โดยมองว่าการแสดงของหนุ่มรายนี้ถือเป็นสีสันและเป็นการสู้ชีวิตที่น่าสนับสนุน มากกว่าการไปทำอาชีพที่ผิดกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานท้องถิ่นหรือจังหวัดเข้ามาดูแลและจัดโซนนิ่งให้เป็นระเบียบแทนการสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว


