หน้าแรก ภูมิภาค ปธ.สภาอุตฯโคร...

ปธ.สภาอุตฯโคราช ติงรบ.ปล่อยดีเซลลอยตัวไม่มีมาตรการกำกับดูแล วอนปรับราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป

26.03.26 | 13:45 น.

ประธานสภาอุตสาหกรรมโคราช ชี้ราคาน้ำมันปรับขึ้นเกิน 10% ราคาเดิมแล้ว ติง ปล่อยดีเซลลอยตัวโดยไม่มีมาตรการกำกับดูแล ทำผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่ายไม่ได้ วอนรัฐปรับราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้ ปชช.และผู้ประกอบการได้เตรียมรับมือ พร้อมเติมทุนและลดภาษีช่วย

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม นางสาวเจนจิรา กงทอง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาพลังงานที่กำลังเกิดวิกฤตอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะราคาดีเซลที่พุ่งไม่หยุด จนรัฐบาลเริ่มถอย ปล่อยลอยตัวตามกลไกตลาด กระทบเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง

ในฐานะของภาคอุตสาหกรรมหรือสภาอุตสาหกรรม ต้องวิงวอนขอให้รัฐบาลเห็นใจผู้ประกอบการด้วย เพราะ ผู้ประกอบการในประเทศไทย 99% เป็นผู้ประกอบการที่เป็น SME ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 ล้านราย ต้องดูแลการจ้างงานกว่า 14 ล้านคน ซึ่งถ้าต้นทุนการผลิตหรือว่าต้นทุนเชื้อเพลิงปรับสูงขึ้นมากๆ ผู้ประกอบการก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าในราคาเดิมได้ ขณะเดียวกัน กำลังซื้อของผู้บริโภคหรือว่าลูกค้าปลายทางทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ ก็ไม่สามารถรองรับราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากได้เช่นกัน

ถ้าเกิดรัฐบาลปล่อยลอยตัว แล้วราคาน้ำมันดีเซล ขยับขึ้นไปถึงลิตรละ 40 บาท ก็เท่ากับว่า ต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 หรือประมาณ 33% ทันที เพราะฉะนั้นราคาต้นทุนน้ำมันที่ปรับขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าแน่นอน อย่างน้อย 10% หรือ 15% ผู้ประกอบการจะได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะหลายรายอาจจะไม่ได้มีทุนสำรองที่ประคองสถานการณ์ในนานนัก

ในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวนและมีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีความสับสนในระบบการขายการจ่ายเชื้อเพลิง ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถทำธุรกิจได้อย่างปกติ บางโรงงานรันเครื่องจักรได้แค่ 50% เท่านั้น เพราะไม่มีวัตถุดิบเข้า และสินค้าที่ผลิตก็ไม่สามารถนำออกได้

Advertisement

ซึ่งต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากการปล่อยลอยตัวตามกลไกตลาด โดยที่รัฐบาลไม่ได้มีมาตรการเข้ามากำกับดูแลหรือควบคุม ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถจะบริหารจัดการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ จึงอยากจะให้ภาครัฐดูแลช่วยเหลือเรื่องแรก คือ เรื่องมาตรการด้านการเงิน ด้วยการออกมาเติมทุนให้กับผู้ประกอบการ และเรื่องมาตรการด้านภาษี โดยอาจจะให้ผู้ประกอบการสามารถหักลดค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เท่า หรือ 1.5 เท่า หรืออาจจะยกเว้นเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ปกติผู้ประกอบการจะต้องหักส่งสรรพากร 1% 3% หรือ 5% อยากให้ช่วยยกเว้นออกไปสักช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อที่ผู้ประกอบการจะได้มี Cash flow เหลือไว้จ่ายเงินเดือนให้กับลูกน้องได้อย่างปกติ หรืออาจจะเป็นการผ่อนชำระ VAT ก็ได้

ในขณะที่เรื่องการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามเรทที่รัฐบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดไว้ อาจจะมีมาตรการลดภาษีที่ดินออกมา ก็จะช่วยได้อีกทาง เพราะสถานประกอบการยังต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆ อีก อย่างเช่น ค่ากระแสไฟฟ้าที่มีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้น ทางภาคอุตสาหกรรมทุกแห่ง รวมถึง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็มีการพูดคุยกันว่า เป็นไปได้ไหมที่รัฐบาลจะทบทวนกลไกการคิดต้นทุนและราคาพลังงาน ว่า การคำนวณต้นทุนค่าไฟควรจะอ้างอิงอย่างไร เรื่องนี้ต้องมีความชัดเจน รวมถึง เรื่องการส่งเสริมพลังงานทดแทน ทำอย่างไรประชาชนจึงจะได้ใช้กระแสไฟในราคาที่ถูกลง ภาครัฐต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ให้เห็นรูปธรรมด้วย

อย่างไรก็ตาม อยากวิงวอนไปถึงรัฐบาล ถ้าจำเป็นจะต้องลอยตัวน้ำมันเชื้อเพลิงจริงๆ โดยเฉพาะนำมันเชื้อเพลิงที่เพดานราคาไม่รู้จะพุ่งไปถึงจุดไหนนั้น จะปล่อยลอยทันทีไม่ได้ ต้องดูภาพรวมของโลกด้วย เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถรองรับราคาต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างฉับพลันทันทีได้ขนาดนั้น ต้องเป็นการประคองปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีแนวทางให้ผู้ประกอบการได้วางแผนบริหารจัดการก่อนล่วงหน้า อย่างเช่น จะปรับขึ้นเดือนละไม่เกินกี่บาท ต้องวางกรอบในเรื่องนี้ไว้ด้วย ส่วนมาตรการด้านภาษีและการเงิน อาจจะเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดอกเบี้ย 0% เข้ามาเติมเงินทุนให้ก่อน เพราะน้ำมันแพงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จำเป็นจะต้องมีมาตรการมารองรับด้วย เนื่องจากเราไม่ได้ซื้อขายกันเองแค่ในประเทศ แต่จะต้องแข่งกับคนอื่นในประเทศอื่นด้วย ถ้ายังปล่อยให้น้ำมันแพง โดยไม่รู้ทิศทาง และไม่มีมาตรการใดๆ มาช่วยเหลือ ประเทศที่ผลิตในต้นทุนเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่า ก็จะได้เปรียบในเรื่องการส่งออก และคว้าโอกาสต่างๆ ไป

ซึ่งตอนนี้ ภาคอุตสาหกรรมก็พยายามประคองตัวเอง และปรับตัวรับสถานการณ์กันอย่างเต็มที่ ทางสภาอุตสาหกรรมฯ ได้ส่งสารออกไปถึงสมาชิกให้ทุกคนปรับตัวและเตรียมความพร้อมในเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่าย เรื่องของการลีน (Lean) ต้นทุน การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด และมองหาวิธีประหยัดไฟฟ้า แต่ก็อยากจะให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนในเรื่องการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้สามารถใช้พลังงานอย่างอื่นได้ หรืออาจส่งเสริมคูปอง กรณีเช่น มีการติดโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น ก็จะได้ใช้ไฟในราคาที่ถูกลง หรือซื้อชุดอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ได้ในราคาที่รัฐสนับสนุนบางส่วน ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งตอนนี้ภาคอุตสาหกรรมทุกรายอยู่ระหว่างการปรับตัวและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม โดยจะคำนึงถึงฝั่งของผู้บริโภคด้วย เพราะตอนนี้ทุกคนแบกต้นทุนค่าใช้จ่ายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้บริโภคหรือผู้ประกอบกิจการ ซึ่งการจะปรับขึ้นราคาสินค้าในทันทีทันใด ลูกค้าผู้บริโภคก็จะรับไม่ไหว สินค้าก็จะขายไม่ได้ จึงต้องเข้าใจลูกค้าด้วย โดยเฉพาะลูกค้าที่ซื้อแล้วไปผลิตต่อ ก็ไม่สามารถจะขึ้นราคาที่ปลายทางได้ในทันทีเช่นกัน

ส่วนเรื่องการราคาขนส่ง ทุกวันนี้ตารางราคาค่าขนส่งของทุกๆ บริษัท จะอ้างอิงใกล้เคียงกันโดยอ้างอิงราคาหน้าปั๊ม ปตท. ซึ่งสัญญาการขนส่ง รวมถึง สัญญาการจ้างงานของผู้รับเหมาก่อสร้าง ตารางราคาน้ำมันไม่ได้ปรับถี่ทุกวัน โดยมากตารางราคาที่ใช้อ้างอิงการทำธุรกิจจะเป็นเดือนละครั้ง แต่ด้วยสถานการณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในช่วงนี้ ทางผู้ประกอบการมีการพูดคุยกับลูกค้าว่า อาจจำเป็นต้องปรับตารางราคาเป็นสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งลูกค้าบางรายก็เข้าใจว่าต้องซื้อน้ำมันมาแพงจริงๆ

ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบ ก็พบว่า ต้นทุนเม็ดพลาสติกขึ้นเร็วที่สุดตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ผู้ประกอบการต้องซื้อเม็ดพลาสติกในราคาที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% แล้ว จากข้อมูลเมื่อก่อน จะซื้ออยู่กิโลกรัมละประมาณ 25 – 30 บาทเท่านั้น แต่ปัจจุบันเกิดวิกฤตการณ์ 2 ด้านพร้อมกัน ทั้งวิกฤตขาดแคลนวัตถุดิบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และสงครามราคาจากการทะลักเข้าของสินค้าจีน ทำให้ต้นทุนเม็ดพลาสติกปรับขึ้นไปอยู่ที่กิโลละ 40 กว่าบาท ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่นำเอาเม็ดพลาสติกไปใช้ต่อเริ่มจะขาดแคลน ทำให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกขาดแคลนไปด้วย เสี่ยงต่อการหยุดการผลิต อย่างเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าว หรือขนม ถ้าผลิตออกมาแล้วแต่ไม่มีห่อหรือถุงใส่ ก็จะต้องหยุดการผลิต เพราะต้องรอถุงรอซองมาก่อน ภาคประมงก็เช่นเดียวกัน อุตสาหกรรมการผลิตอาหารที่จะต้องซื้อวัตถุดิบจากทะเลก็ประสบปัญหาเช่นกัน ได้รับผลกระทบกันไปหมด ซึ่งตอนนี้ เม็ดพลาสติกปิโตรเลียมเบส (Petroleum-based) กระทบแรงสุด ต่อมา ก็จะเป็นกลุ่มโลหะ เหล็ก ตอนนี้เหล็กรูปพรรณก็ขึ้นราคาแล้ว ประมาณ 20 ถึง 30% รวมถึง เหล็กก่อสร้างก็ขึ้นราคาแล้วเช่นเดียวกัน

จึงอยากเสนอมาตรการผ่านไปทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เรื่องการเปิดเสรีนำเข้าวัตถุดิบสำคัญๆ อยากจะฝากให้ภาครัฐพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเม็ดพลาสติก หรือปุ๋ย ถ้าเราสามารถให้ผู้ประกอบการสรรหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นๆ ได้ ก็จะช่วยลดภาระเรื่องต้นทุนลงไปได้ นอกจากนี้ ในเรื่องมาตรการช่วยเหลืออยากให้ ช่วยเหลือเป็นรายเซกเตอร์ (Sector) เฉพาะกลุ่ม ซึ่งจริงๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ทำได้ดีในแง่ของการช่วยเหลือผ่านระบบดิจิทัลที่ทำให้รู้ตัวคนที่จะได้รับความช่วยเหลือได้ตรงกลุ่ม แต่ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือเรื่องการปรับราคาน้ำมัน ขอให้ค่อยๆ ปรับขึ้น เพื่อให้ประชาชนและสถานประกอบกิจการได้มีเวลาปรับตัวและรับมือ ค่อยๆ ขยับทีละนิด แต่เรื่องมาตรการช่วยเหลือ ต้องเร่งพิจารณาออกมาโดยเร็ว อย่าให้ล้าช้า จนส่งผลกระทบรุนแรง” นางสาวเจนจิราฯ กล่าว