โจ๋ดักฉุดสาว 19 รุมโทรมกลางศาลาละหมาด ซ้ำ ตร.ปล่อยตัว เหตุเป็นเยาวชน ชาวบ้านสุดทนจี้ดำเนินคดีจริงจัง
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุสะเทือนขวัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อหญิงสาววัย 19 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่นชายในพื้นที่ตำบลปากล่อ ดักสกัดระหว่างขี่รถจักรยานยนต์กลับจากตัวเมือง ก่อนถูกบังคับพาไปยังจุดเปลี่ยว และก่อเหตุรุมโทรม
เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่ผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์มากับเพื่อนสาว เมื่อเข้าสู่เขตตำบลปากล่อ มีกลุ่มวัยรุ่นชาย 3 คนดักรอ แล้วกระโดดขึ้นรถและบังคับให้ไปส่งในจุดเปลี่ยว ก่อนใช้กำลังฉุดกระชากทั้งสองคนเข้าไปยังศาลาละหมาดแห่งหนึ่ง แต่เพื่อนสาวไม่ยอม ดิ้นรน ต่อสู้และวิ่งหลบหนีออกมาได้ แล้วรีบโทรแจ้งชาวบ้านให้เข้าช่วยเหลือทันที
แต่ทางผู้เสียหายอีกคนถูกข่มขู่จนไม่สามารถหลบหนีได้ และถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุโทรตามพวกมาร่วมก่อเหตุเพิ่มเติม เบื้องต้นพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 10 คน และมีผู้ลงมือหลัก 3 คน เป็นเยาวชนอายุระหว่าง 15-17 ปี เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 24 มีนาคม
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา แม่พาลูกสาวร้องทุกข์กับ “มูลนิธิเป็นหนึ่ง” มีนางสาวณภัชกมล สังข์แก้ว ช่วยตามคดี
ภายหลังเกิดเหตุ มารดาของผู้เสียหายได้พาลูกสาวเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเข้าร้องเรียนต่อ มูลนิธิเป็นหนึ่ง ผ่านอาสาสมัคร เพื่อขอให้ช่วยติดตามคดีอย่างใกล้ชิด หลังเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
มารดาเปิดเผยว่า สภาพจิตใจของลูกสาวบอบช้ำอย่างหนัก ขณะที่ตนเองก็อยู่ในอาการหวาดผวา นอนไม่หลับ เพราะแม้จะแจ้งความแล้ว แต่ผู้ก่อเหตุยังคงใช้ชีวิตตามปกติในชุมชน
“แม่เลี้ยงลูกมาอย่างดี ไม่เคยคิดว่าจะมาเจอเรื่องแบบนี้ ยืนยันจะเอาคดีให้ถึงที่สุด ใครจะเอาเงินมาเคลียร์ก็ไม่ยอม เพราะสิ่งที่เสียไปมันเทียบไม่ได้” มารดากล่าวทั้งน้ำตา
สอบถามชาวบ้านเอือม แฉพฤติกรรมซ้ำซาก คดีเก่ากองเป็นตั้ง ข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่า กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวมีพฤติกรรมก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ และใช้อาวุธ มีคดีสะสมจำนวนมาก แต่หลายคดีไม่คืบหน้า ทำให้ผู้ก่อเหตุไม่เกรงกลัวกฎหมาย
ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลปากล่อต่างหวาดกลัวและไม่มั่นใจในความปลอดภัย พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินคดีอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงทำทัณฑ์บนแล้วปล่อยตัว โดยขอให้มีการกวาดล้างกลุ่มอิทธิพลวัยรุ่นในพื้นที่อย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และคืนความปลอดภัยให้กับชุมชน
ขณะนี้ มูลนิธิเป็นหนึ่งอยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี และผลักดันให้ผู้เสียหายได้รับความยุติธรรมโดยเร็วที่สุด


