หน้าแรก ภูมิภาค กัลฟ์ร่วมปิดท...

กัลฟ์ร่วมปิดทองหลังพระ ติดตั้งระบบสูบน้ำโซลาร์ บ้าน ‘โคกล่าม-แสงอร่าม’ หนองวัวซอ คืนรอยยิ้มเกษตรกร

26.03.26 | 20:37 น.

กัลฟ์ร่วมมือปิดทองหลังพระ ติดตั้งระบบสูบน้ำโซลาร์-หอถังสูง บ้าน’โคกล่าม-แสงอร่าม’ หนองวัวซอ คืนรอยยิ้มให้เกษตรกร ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ นำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียน มาขยายผลและต่อยอดโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการจัดการน้ำและเกษตรปลอดภัย บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ด้วยการสนับสนุนการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์และหอถังสูง รวมถึงวางระบบท่อส่งน้ำและระบบกระจายน้ำไปยังแปลงเพาะปลูก และกัลฟ์ยังสนับสนุนโรงเรือนปลูกผักปลอดภัยจำนวน 10 โรงเรือน พร้อมทั้งขยายระบบส่งน้ำไปยังแหล่งน้ำสาธารณะประโยชน์ของชุมชนเพื่อให้คนในชุมชนสามารถปลูกผัก ปลูกไม้ผล ไม้เศรษฐกิจ พัฒนาสู่ “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง”ตามแนวพระราชดำริ ใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ควบคู่ไปกับความมั่นคงทางอาหารและรายได้ โดยปลูกไม้ใช้สอย ไม้กินได้ และไม้เศรษฐกิจ เพื่อให้ได้รับประโยชน์ 4 ด้าน คือ พอกิน พอใช้ พออยู่ และการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

นายวรยุทธ กล่าวว่า จากจุดเริ่มต้นที่บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่ามเคยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อย่างเป็นระบบ ทั้งการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำ และการวางระบบกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมควบคู่ไปกับการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ จากนั้นเมื่อน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรจึงเปลี่ยนจากการทำนาเชิงเดี่ยวสู่เกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ จนเกิดการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักผักที่เข้มแข็ง ถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างรายได้แก่คน ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนจากที่เคยมีหนี้รายครัวเรือนจาก 95,000 บาทในปี 2553 สู่รายได้ 435,000 บาทในปี 2568 พร้อมสัดส่วนหนี้สินที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

“วันนี้เรายกระดับโครงการไปอีกขั้น ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างกัลฟ์ ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการสูบน้ำและกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเกษตร ซึ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานได้เป็นอย่างมาก พร้อมกับการสร้างโรงเรือนปลูกผักปลอดภัย เพิ่มอีก 10 โรงเรือน เพื่อเป็นฐานการผลิตที่ทันสมัยให้แก่ชาวบ้าน การสนับสนุนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเติมเต็มปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม แต่ยังเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับเกษตรกร โดยตั้งเป้าจะให้พื้นที่แห่งนี้เป็นโมเดลในการขยายผลไปสู่พื้นที่ใกล้เคียงและชุมชนอื่น โดยเฉพาะการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ รวมทั้งผู้ที่อยู่ระหว่างบำบำฟื้นฟูด้านยาเสพติด เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ต่อไป”นายวรยุทธกล่าว

Advertisement

ด้าน น.ส.ญาณิศา วัฒนคำนวณ ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม กัลฟ์ กล่าวว่า กัลฟ์ให้ความสำคัญกับส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คน โดยนำความรู้ความเชี่ยวชาญของธุรกิจมาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานเพื่อสังคม อย่างการทำงานร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ในพื้นที่บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม ได้นำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาร์เซลล์ มาประยุกต์ใช้เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ถือเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกร โดยสนับสนุนการติดตั้งระบบสูบน้ำจาจากโซลาร์เซลล์และหอถังสูง พร้อมวางระบบท่อส่งน้ำและกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเพาะปลูก ตลอดจนสนับสนุนโรงเรือนปลูกผักปลอดภัยจำนวน 10 โรงเรือน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในพื้นที่

นอกจากนี้ยังขยายระบบส่งน้ำไปยังพื้นที่แหล่งน้ำของชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้อย่างพอเพียง แม้ในช่วงดูแล้ง และยังสามารถปลูกผักและไม้ผล ไม้เศรษฐกิจ นำไปสู่การพัฒนาเป็นป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง รวมถึงการนำวิศวกรจากกัลฟ์1ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่มีความเชี่ยวชาญด้านโซลาร์เซลล์ มาถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เพื่อการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

น.ส.ญาณิศากล่าวว่า การที่กัลฟ์เลือกสนับสนุนโครงการให้แก่พื้นที่บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม จุดเริ่มต้นเกิดจากพื้นที่นี้มีกลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้วในระดับหนึ่ง เพียงแต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงพลังงานสะอาดเพื่อประหยัดต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งไม่เพียงจะช่วยให้ชุมชนลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนลง แต่ยังช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงขึ้นอีกด้วย และหวังว่ากลุ่มจะมีการเติบโต โดยมีชาวบ้านที่สนใจมาร่วมกันขยายผลต่อยอดไปสู่ชาวชุมชนทุกครัวเรือน พัฒนาเป็นต้นแบบอาชีพเกษตรกรรมในระดับดับตำบล สู่ระดับอำเภอ และระดับจังหวัดต่อไป

ด้านนางสุภาวดี ปั้นสง่า คณะกรรมการกลุ่มวิสาหกิจชุมชมผู้ปลูกผัก บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรในหมู่บ้านที่เริ่มจากการปลูกผักไว้บริโภคและจำหน่ายในพื้นที่ ต่อมาได้มีการส่งเสริมการปลูกผักในโรงเรือนแบบกระบะยกสูงและใช้ระบบน้ำหยด ภายใต้หลักการ ปลูกน้อยแต่รายได้สูง โดยมีการบริหารจัดการแปลงอย่างเป็นระบบ วางแผนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวตลอดทั้งปี เพื่อให้มีผลผลิตสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง การปลูกผักในแต่ละรอบจะใช้เวลา 45 วัน เมื่อนำไปขายจะมีรายได้ 4,000-5,000 บาทต่อโรงเรือน และใน 1 ปี สามารถปลูกผักใส่ 8 รอบ สร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิกเกษตรกร ปีละกว่า 32,000-40,000 บาท นอกจากจะเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ก้าวสำคัญที่ทำให้กลุ่มพัฒนาไปอีกขั้นคือการสนับสนุนจากกัลฟ์ที่เข้ามาติดตั้งระบบสูบนํ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมหอถังสูงและระบบกระจายน้ำที่ช่วยลดต้นทุน ตลอดจนสนับสนุนโรงเรือนเกษตรอีก 10 โรง ตรงนี้ไม่เพียงช่วยให้ผักเติบโตได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด แม้ในฤดูแล้ง แต่ยังช่วยให้ชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกิน สามารถมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ต้องขอบคุณทั้งกัลฟ์และมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ในการนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และคืนรอยยิ้มให้กับเกษตรกรบ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่ามอย่างยั่งยืน”นางสุภาวดีบอก

นางสุพรรณ พันพรม ผู้ใหญ่หมู่ที่ 3 บ้านโคกล่าม เล่าว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านใช้น้ำบาดาลรดพืชผักที่ปลูกไว้ แต่ด้วยค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้รายได้จากการขายผักแทบไม่เหลือเก็บ เมื่อกัลฟ์เข้ามาสนับสนุนระบบโซลาร์เซลล์และโรงเรือนเพิ่มอีก 10 หลัง นอกจากจะช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านเกษตรกรแล้ว ยังได้ขยายพื้นที่รับนำไปยังรอบสระเก็บน้ำเพื่อให้คนในหมู่บ้านได้ปลูกผัก ปลูกไม้ผล ไม้เศรษฐกิจ และสามารถและสามารถพัฒนาเป็นป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ในอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ กัลฟ์ยังได้สนับสนุนหอถังสูงสำหรับเก็บน้ำบาดาลเพื่อให้อุปโภคบริโภคในช่วงหน้าแล้งด้วย อย่างไรก็ตามในการทำงางานร่วมชุมชนกัลฟ์ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน จึงร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำและโรงเรือน โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งจากจำหน่ายพืชผักมาดูแลรักษาระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ตลอดจนนำความรู้ที่ได้รับทั้งด้านการเกษตร การจัดการน้ำ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ไปถ่ายทอดและขยายผล จะทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนไปด้วยกัน