หน้าแรก ภูมิภาค รู้จัก บ้านจำ...

รู้จัก บ้านจำปูน ยะลา หมู่บ้าน 100 ปีชาตกาล ร.9 ปิดทองหลังพระ ชูต้นแบบพัฒนา

31.03.26 | 23:48 น.

ปิดทองหลังพระ ติดตามงาน บ้านจำปูน ยะลา หลังชู หมู่บ้าน 100 ปีชาตกาล เทิดพระเกียรติ ในหลวง ร.9  พัฒนาคน แก้ความมั่นคง สู่ความยั่งยืน

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายกฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้นำคณะผู้บริหารสถาบันลงพื้นที่ บ้านจำปูน อ.รามัน จ.ยะลา เพื่อติดตามโครงการแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยมี นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาให้การต้อนรับ

ทั้งนี้บ้านจำปูนได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 10 หมู่บ้านต้นแบบบูรณาการการพัฒนายั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ เทิดพระเกียรติในวาระ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพฯ ปี 2570 เป็นตัวอย่างการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ บนฐานทรัพยากรและสังคมพหุวัฒธรรม เสริมสร้างความมั่นคงสามจังหวัดชายแดนใต้

บ้านจำปูน ไม่ใช่พื้นที่โครงการพระราชดำริโดยตรงมาแต่ต้น แต่ ชาวบ้านที่นี่คือ “ผลิตผลแห่งพระเมตตา” จาก ฟาร์มตัวอย่างในพระราชดำริ วังพญา-ท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา

Advertisement

ถือเป็น พระมหากรุณาธิคุณ เมื่อครั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนฟาร์มตัวอย่างฯวังพญา-ท่าธง เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2550

ทรงมีพระราชดำรัสถามราษฎรด้วยความห่วงใยท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่สงบว่า “ลูกๆ สบายดีอยู่ไหมคะ” คำตรัสสั้นๆ ที่เปี่ยมด้วยความรักนี้เองที่เป็นพลังใจสำคัญให้ชาวบ้านจำปูน ซึ่งได้เข้าไปเรียนรู้ทักษะและรับจ้างแรงงานเพื่อประทังชีวิตในช่วงวิกฤตความไม่สงบ ที่ฟาร์มตัวอย่างฯวังพญา-ท่าธง ไม่ย่อท้อ และมุ่งมั่นพัฒนาบ้านเกิดให้ร่มเย็นเป็นสุข

จนกระทั่งสถาบันปิดทองหลังพระฯ เข้ามาสานต่อในพื้นที่หมู่บ้านจำปูนจัดให้มี “พื้นที่ทำกินแปลงรวม” และ “ระบบบริหารจัดการน้ำ” ทำให้ชาวบ้านสามารถนำองค์ความรู้จากฟาร์มตัวอย่างฯ กลับมาลงมือทำในพื้นที่หมู่บ้าน ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระการจ้างงานของฟาร์มตัวอย่างฯ อย่างยั่งยืน

ก่อนปี 2559 ด้วยความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ ทำให้ บ้านจำปูน เกิดปัญหาทางสังคมและความขัดแย้งในชุมชนอย่างแรง

รายได้หลักที่เกิดจากพืชเชิงเดี่ยวได้แก่ยางพาราที่ราคาในท้องตลาดไม่แน่นอน ขณะที่ผลผลิตข้าวพันธ์ุพื้นเมือง เช่น จันเต๊ะ กับเว๊าะกูนิง เพื่อบริโภคในครัวเรือนมีเพียง 220 กิโลกรัมต่อไร่  อาศัยน้ำจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว น้ำเพื่อการบริโภคก็ขาดแคลน โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง แล้วแรงงานออกนอกพื้นที่เพื่อไปหางานทำในจังหวัดอื่น และประเทศมาเลเซีย

ชุมชนมีความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดจากเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวปล่อยให้วัวออกหากินตามธรรมชาติ เข้าไปทำลายผลิตของเพื่อนบ้าน การเลี้ยงวัวที่ขาดความรู้ ทำให้เกิดวัวบาดเจ็บล้มตายจากคนที่ไม่พอใจคนเลี้ยงที่ไม่ควบคุมวัวกับโรคในวัวจำนวนมาก

สุขภาพคนในชุมชนจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 38.66 เจ็บป่วยด้วยโรค อาทิ เบาหวาน ความดัน และภาวะทุพโภชนาการในเด็กวัย 0-5 ปี

ต่อมาสถาบันปิดทองหลังพระฯได้น้อมนำแนวพระราชดำริในการพัฒนาด้วยหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ประสานหน่วยงานภาคีเครือข่าย เริ่มด้วยการสร้างคน และ คัดเลือกเยาวชน 6 คนไปศึกษาเรียนรู้แนวพระราชดำริ ในพื้นที่ต้นแบบ ดอยตุง จ.เชียงราย และ ภูพาน จ.สกลนคร เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ

พัฒนาพื้นที่จากปัญหาสำคัญที่สุดคือเรื่องน้ำ ทำแบบ ควิก วิน ขุดเจาะน้ำบาดาล สร้างหอถังสูง วางระบบกระจายน้ำ เข้าพื้นที่เกษตรแปลงรวม  22.5 ไร่ เสร็จภายใน 15 วัน

วางโครงสร้างหลักของน้ำ กรมชลประทานสร้างสถานีสูบน้ำเข้าพื้นที่นาข้าว 257.5 ไร่ พัฒนาที่ดินขุดสระเก็บน้ำ 26,000 ลูกบาศก์เมตร ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ ขยายแนวท่อส่งน้ำบาดาล ปรับปรุงระบบน้ำประปาหมู่บ้าน ฯลฯ

ปัญหาความขัดแย้งจากการเลี้ยงวัวที่ไม่เป็นระบบ มีการใช้มาตรการทางสังคม และการประชาคมเพื่อออกกฎระเบียบ จัดการเลี้ยงวัวแบบขังคอก ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าโคขุน

พร้อมกับการพัฒนาแปลงหญ้าอาหารสัตว์ 24 ไร่เพื่อรองรับการเลี้ยง

ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกผักปลอดภัย พัฒนาการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง เปลี่ยนพืชในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากมีปลูกอ้อยคั้นน้ำสร้างรายได้สูงกว่าการปลูกข้าวเฉลี่ย 75,544 บาทต่อไร่

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ สามารถแก้วิกฤตการขาดแคลนน้ำ ทำให้ชุมชนมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อทำการเกษตร เพิ่มผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมือง จาก 220 กิโลกรัมต่อไร่เป็น 298-380 กิโลกรัมต่อไร่

ยกระดับคุณภาพการเลี้ยงวัวเป็นแบบขังคอกหรือโคขุน ช่วยสร้างมูลค่าการจำหน่ายสะสมรวมกว่า  1 ล้านบาท ในช่วงปี 2562-2568

นอกจากความมั่นคงจากน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ลดปัญหาความขัดแย้งในชุมชน เกิดความสามัคคี ทำให้ทำงานร่วมกันได้ สุขภาพของคนในชุมชนก็ดีขึ้น อัตราการเจ็บป่วยลดลงจากร้อยละ 38.66 เหลือเพียงร้อยละ 15.41

บ้านจำปูน ยังคงกระดับผลผลิตการเกษตร อย่างต่อเนื่อง เช่น เพิ่มผลผลิตอ้อยคั้นน้ำให้ได้ 10 ตันต่อไร่ เพื่อพัฒนาไปสู่การแปรรูป เป็นน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรส์  การผลิตถ่านไบโอชา เพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้ง

ส่งเสริมให้ปลูกข้าวด้วยเทคนิคใหม่แบบ “เปียกสลับแห้ง” พัฒนาองค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ เช่นการทำน้ำหยด การตรวจวัดระดับน้ำในนา เพื่อรับมือกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของน้ำ
เพื่อเป็น“แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ” มีการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ทั้งเยาวชนและผู้สูงอายุช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้จากผลของการแก้ปัญหาของพื้นที่ให้ได้เพิ่มมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 คน สร้างระบบธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารจัดการของกลุ่มอาชีพในชุมชน นำไปสู่เป้าหมายการเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ แบบครบวงจรทั้งการจัดการ ดิน น้ำ ป่า เพื่อขยายสู่พื้นที่อื่นต่อไป

นายกอเซ็ง สาและ คอเต็บ กล่าวว่า ในฐานะที่เราเป็นเด็กบ้านๆเป็นเด็กเลี้ยงวัว ต้องขอบคุณปิดทองหลังพระ เป็นตัวกลางประสานให้หน่วยงานต่างๆเข้ามาพัฒนาหมู่บ้าน ขอบคุณคุณชายดิศ (ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล อดีต ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจการปิดทองหลังพระฯ) ได้ส่งตัวแทนชาวบ้านไปอบรม เพื่อน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้กับชุมชน และที่สุดได้พัฒนาเป็นหมู่บ้าน 100 ปีชาตกาล ที่ผ่านมาเคยไปดูงานที่อื่นๆ ไม่คิดว่าที่อื่นๆจะมาดูงานที่บ้านจำปูน รู้สึกภูมิใจมาก

นางคอลีเยาะ สามอ อายุ 54 ปี เกษตรกรปลูกอ้อยคั้นน้ำ และทำนา กล่าวขอบคุณ “ปิดทองหลังพระ“ที่นำแนวพระราชดำริ เข้ามาพัฒนาพื้นที่

นายกฤษฎา บุญราช กล่าวว่า การพัฒนาหมู่บ้านจำปูนที่สำเร็จ ได้ไม่ใช่เพราะ เจ้าหน้าที่ “ ปิดทองหลังพระ” แต่เพราะคนที่นี่สนใจและได้ทำสำเร็จ เพราะฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับชาวบ้านจำปูน

นายกฤษฎากล่าวว่า ทุกคนรู้จักทอง ตอนนี้ราคาทองกำลังขึ้น ”ปิดทองหลังพระ“ ไม่ใช่มีทองมาแจกแต่คนหมู่บ้านจำปูน มีทองในมืออยู่แล้ว ทองที่ว่าคือดิน ซึ่งการมีดินดี ดีกว่ามีทองเสียอีก และดินนี้มีราคา ไม่ได้หายไปไหน ทุกคนจึงต้องดูแลบำรุงรักษาดินที่เปรียบเป็นทอง ให้อยู่ตลอดไป

ประธานสถาบันปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่าสถาบันพร้อมที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ควบคู่ไปกับการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยมีพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ที่น้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และขยายผลนำไปใช้แนวทางการพัฒนาชุมชนในพื้นที่อื่นๆ สนองพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ราษฎรและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

“หมู่บ้านเหล่านี้คือบทพิสูจน์ว่า เมื่อประชาชนน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ร่วมกับความร่วมมือจากภาครัฐและภาคีเครือข่าย ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงโดยมีเป้าหมายคือ การขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริไปสู่ทั่วประเทศ ด้วยความรู้ การพัฒนาศักยภาพชุมชน การสร้างกลไกการทำงานร่วมกันในระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนสามารถออกแบบและจัดการปัญหาของตนเองอย่างเหมาะสม และสร้างเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไปด้วยกัน ท่ามกลางภาวะวิกฤต”นายกฤษฎากล่าว

การลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะนายกฤษฎาได้รับฟัง ตัวแทนชาวบ้านตามฐานการเรียนรู้ต่างๆ อาทิ ”ฐานน้ำคือชีวิต“ มีการแก้วิกฤตขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง โดยขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อให้มีน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเกษตรเพียงพอแล้วมีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ

“ฐานนาข้าวพันธุ์พื้นเมือง” ชาวบ้านได้รักษาวิถีทำนาข้าวพื้นเมืองควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้และพัฒนาสู่โรงเรียนเกษตรกรเพื่อปั้นให้ชาวบ้านเป็นเกษตรกรมืออาชีพ


“ฐานการปลูกพืชที่เหมาะกับสภาพพื้นที่” ที่มีน้ำท่วมขังได้ศึกษาพบว่าอ้อยคั้นน้ำเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพน้ำหลากได้ดีและเป็นที่ต้องการสูงในช่วงเทศกาลถือศีลอดสร้างรายได้ให้เกษตรกร เป็นต้น