เชียงใหม่ ปรับแผนคุมเข้มไฟป่า ประกาศพื้นที่ประสบภัย 6 อำเภอ รับมือฝุ่นพิษ
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ศูนย์อำนวยการฯ ได้รับรายงานจุดความร้อน (Hotspot) จาก GISTDA ประจำวันที่ 1 เมษายน 2569 (รอบเช้า) ข้อมูลจาก suomi-NPP เวลา 01.24 น. และ 03.04 น. จำนวน 83 จุด ในพื้นที่ อ.ดอยเต่า 13 จุด อ.ดอยสะเก็ด 9 จุด อ.สะเมิง 8 จุด อ.ฮอด 8 จุด อ.พร้าว 8 จุด อ.แม่แจ่ม 6 จุด อ.เชียงดาว 6 จุด อ.ไชยปราการ 5 จุด อ.แม่แตง 5 จุด อ.สันกำแพง 4 จุด อ.สันทราย 3 จุด อ.แม่ออน 2 จุด อ.แม่วาง 2 จุด อ.กัลยาณิวัฒนา 2 จุด อ.หางดง 1 จุด และ อ.จอมทอง 1 จุด สะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค.2569 ทั้งหมดจำนวน 5,090 จุด และเช้านี้สภาพอากาศจังหวัดเชียงใหม่ยังคงย่ำแย่ท้องฟ้าสีส้มแดงอมม่วง แอพพลิเคชั่น AirVisaul ระบุว่าเทศบาลนครเชียงใหม่ มีค่า AQI สูงเป็นอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องที่ 214
สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน) สรุปสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ณ เวลา 07.00 น. ประจำวันที่ 1 เมษายน 2569 ในพื้นที่รับผิดชอบพบว่า PM2.5 มีค่าระหว่าง 80.3-293.1 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ในพื้นที่ ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย PM2.5 = 120.4 มคก./ลบ.ม. ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย PM2.5 = 221.3 มคก./ลบ.ม. ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย PM2.5 = 169.0 มคก./ลบ.ม. ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 110.3 มคก./ลบ.ม. ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 82.0 มคก./ลบ.ม. ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 80.3 มคก./ลบ.ม. ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 155.2 มคก./ลบ.ม. ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 286.0 มคก./ลบ.ม. ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 80.3 มคก./ลบ.ม. ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน PM2.5 = 99.9 มคก./ลบ.ม. ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน PM2.5 = 143.5 มคก./ลบ.ม. ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 147.3 มคก./ลบ.ม. ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 145.6 มคก./ลบ.ม. และ ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 293.1 มคก./ลบ.ม.

โดยคาดการณ์การสะสมของฝุ่นละอองภาพรวมภาคเหนือวันพรุ่งนี้ คุณภาพอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จากคาดการณ์การระบายอากาศส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ “อ่อน/ดี” ในช่วงวันที่ 1 เม.ย. อัตราระบายอากาศรายชั่วโมงระหว่างวันมีค่า 18,000 ตารางเมตรต่อวินาที โดยในช่วงเวลา 19.00-10.00 น. เป็นช่วงที่อัตราระบายอากาศต่ำ
ด้านนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการบริหารจัดการสถานการณ์ โดยมี “อาสาดับไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่” กว่า 20,000 คน ครอบคลุมทั้ง 24 อำเภอ เป็นกำลังสำคัญในการดูแลผืนป่าและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมขอบคุณภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนในทุกมิติ ทั้งด้านอุปกรณ์ เทคโนโลยี และการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) เพื่อวางแผน “จู่โจม” ดับไฟป่าได้อย่างแม่นยำ
“เชียงใหม่ปรับแผนคุมเข้มไฟป่า ด้วยกลยุทธ์ลาดตระเวนไฟป่าช่วงค่ำ หลังสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา โดยสถานการณ์วิกฤตที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ซึ่งมีการตรวจพบจุดความร้อนหรือฮอตสปอตพุ่งสูงถึง 1,020 จุด ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลงในปัจจุบันจนเหลือเมื่อวานนี้จุดความร้อนเหลือประมาณ 355 จุด จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่าการเกิดไฟป่ามักกระจุกตัวอยู่ในช่วงเช้าและช่วงกลางคืน ส่วนช่วงบ่ายจะมีสถิติลดน้อยลงเพราะเจ้าหน้าที่เข้าไปดับ จังหวัดเชียงใหม่จึงสั่งการให้ปรับแผนการทำงานใหม่โดยเน้นการลาดตระเวนให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริง พร้อมกำชับให้นายอำเภอประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเร่งสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง โดยกำหนดเป้าหมายสูงสุดคือการเฝ้าระวังไม่ให้มีการลักลอบเข้าไปในเขตป่า เพื่อสกัดกั้นการเกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการระดมกำลังเข้าไปดับไฟในพื้นที่ป่าที่เข้าถึงยาก” นายรัฐพลกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด จังหวัดเชียงใหม่ ตัดสินใจประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน อันเนื่องมาจากสถานการณ์อัคคีภัยไฟป่าแล้วในพื้นที่ 6 อำเภอ 38 ตำบล 324 หมู่บ้าน และ 27 ชุมชน ประกอบด้วย อำเภอฮอด อำเภอสะเมิง อำเภอเชียงดาว อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอแม่แตง และ อำเภอแม่วาง
ซึ่งการประกาศในครั้งนี้จะไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งอำเภอ แต่เป็นการระบุเจาะจงเฉพาะรายตำบลและรายหมู่บ้านที่เกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้นจริง เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรเป็นไปอย่างตรงจุด
โดยหัวใจสำคัญของการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยคือการปลดล็อกอำนาจหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สามารถนำงบประมาณและทรัพยากรส่วนตัวที่มีอยู่มาใช้ในการระงับยับยั้งเหตุและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทันทีตามระเบียบราชการ
ทั้งนี้หากหน่วยงานในระดับพื้นที่ประสบปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณไม่เพียงพอ ทางจังหวัดพร้อมที่จะอนุมัติเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปสนับสนุนเสริมการทำงานในทันที เพื่อให้การแก้ไขวิกฤตอัคคีภัยและการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วที่สุดในทุกมิติ

อย่างไรก็ตาม ศปก.ปกป.ภาค 3 สน. ได้สนับสนุนอากาศยาน ปฏิบัติภารกิจดับไฟป่า ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 3 จังหวัด 5 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ อ.ดอยสะเก็ด อ.แม่แตง และ อ.สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ อ.ลี้ จังหวัดลำพูน และพ่้นที่ อ.ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อสกัดกั้นการลุกลามและลดกลุ่มควันในพื้นที่สูงชันที่เข้าถึงยาก
ในขณะที่ นางเสาวเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง จากเครือข่ายประชาชนรักษ์เมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า วันนี้ขอพูดในนามประชาชนขาวเชียงใหม่คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่และได้รับผลกระทบโดยตรงว่า ตื่นเช้ามาท้องฟ้าก็มืดมัวไปหมด มองไม่เห็นดอยสุเทพ อากาศไม่ดีเลย เครื่องฟอกอากาศตัวเลขพุ่งไปถึง 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ความจริงปัญหานี้ไม่ใช่พึ่งเกิด แต่เกิดวนเวียนอยู่เช่นนี้มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว หน่วยงานท้องถิ่นก็รู้ปัญหาดี แต่ทำไมไม่มีการวางแผนหรือเตรียมการใดๆ เลย ปล่อยปัญหาและรอจนกระทั่งถึงวันนี้ วันที่เกิดภาวะวิกฤตแล้วพึ่งจะดำเนินการของบประมาณซื้อหน้ากากอนามัยแจกจ่ายชาวบ้าน ทุกอย่างล่าช้าไปหมด
“ขอใช้คำว่า วิธีการโคตรเฮงซวย ไหนจะ พรบ.อากาศสะอาด จนป่านนี้ยังไม่รู้ไปดองไปกองอยู่ตรงไหน ชาวบ้านได้แต่ลุ้น โชคดีฝนมาปัญหาจบแล้ว ฝุ่นหายไปทุกคนก็ลืม ทิ้งๆ ขว้างๆ เรื่องฝุ่นไว้ข้างหลัง อยากรู้ว่าท้องถิ่นและรัฐบาลมีใครจริงใจแก้ปัญหานี้บ้าง ไม่มีเลย ที่แปลกใจคือคนในเมืองกลับออกมาเถียงแทนท้องถิ่นว่า ในเมืองไม่มีป่า ไม่มีไฟ จะสำรองงบประมาณไว้ทำอะไร ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมไม่คำนึงถึงส่วนรวม ทางที่ดีคือ ประชาชนทุกคนต้องพึ่งพาและดูแลตนเอง ทั้งหาหน้ากากอนามัยมาใส่ รดน้ำ พ่นละอองฝอยหน้าบ้าน เพื่อสกัดฝุ่น”นางเสาวเสาวคนธ์ กล่าว

นางเสาวคนธ์ กล่าวอีกว่า เมื่อเกิดปัญหาก็บอกเราว่า ฝุ่นมาประชาชนจงไปซื้อเครื่องฟอกอากาศ สร้างห้องปลอดฝุ่น เวิร์คฟอร์มโฮม อยากรู้ว่านี่ใช้สมองแก้ปัญหาแล้วใช่หรือไม่ ทั้งหมดมันเป็นปลายเหตุ ต้นเหตุมันอยู่ที่ไหนต้องหาทางแก้ ไม่ใช่ผลักภาระให้ประชาชน ส่วนประชาชนอย่างเราแม้จะมีปัญหาเราก็หาทางขับเคลื่อนช่วยบ้านช่วยเมือง ช่วยกันหากิจกรรมที่ดีๆ มาดึงนักท่องเที่ยวเข้าบ้านเราในช่วงสงกรานต์ที่จะมาถึง พูดแล้ว ลมขึ้น คือ บอกเลยว่า โมโหมาก
ทั้งนี้ ประชาชนบางส่วนขอความเป็นธรรมและให้ลงโทษจำเลยเผาป่าล่าสัตว์โดยไม่รอลงอาญา เพราะได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 จึงขอความกรุณาต่อฝ่ายตุลาการ โปรดเมตตาและลงโทษจำเลยในการกระทำผิดเผาป่าล่าสัตว์หาของป่า โดยไม่รอลงอาญานับแต่นี้ต่อไป เนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างมากในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางเด็กเล็ก และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ แต่ยังมีความหวังในการสร้างการรับรู้ทั่วกันให้มากๆ และต้องมีสักวันที่ฟ้าจะกลับมาใสแจ๋วในดินแดนแห่งนี้
นายเจน หาญณรงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ลมแรงผิดปกติมาหลายวันในช่วงบ่ายไปหากลางดึก ไฟจะลุกลามใหญ่โตมาก ปีนี้ ร้อน แล้ง ลมแรง perfect storm เป็นสถานการณ์ที่แย่ที่สุด ซึ่งเกิดจากการที่ปัจจัยเชิงลบหลายอย่างมาประจวบเหมาะหรือเกิดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ส่งผลให้ความเสียหายหรือวิกฤตที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงกว่าปกติอย่างมาก หรือที่เรียกว่าภาวะ “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” ของจริง โดยระหว่างวันที่ 26 ถึง 30 มีนาคม 2569 รวม 4 วัน ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ไหม้ไป 1.87 ล้านไร่ และยังลุกลามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


