ทวี สอดส่อง ร่วม สืบสานงานศิลป์ถิ่นโนรา ปลุกชีพจร มรดกโลกพัทลุง สู่เวทีสากล
เสียงปี่ตะโพนและจังหวะกลองที่ดังกึกก้อง ไม่ใช่เพียงเสียงแห่งความบันเทิง หากแต่เป็น “เสียงหัวใจ” ของวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิต
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น. ที่ศาลากลางจังหวัดพัทลุง งาน “สืบสานศิลป์ถิ่นโนรา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ได้ปลุกมนต์เสน่ห์แดนใต้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แสงไฟยามเย็นและการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยได้รับเกียรติจาก พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก ท่ามกลางความภาคภูมิใจของชาวพัทลุงที่ร่วมกันแสดงพลังของรากเหง้าทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า

อบจ. พัทลุงจับมือทุกภาคส่วน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
วิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ในนามคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุงได้บูรณาการความร่วมมือกับสมาคมโนราแห่งภาคใต้ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และทุกภาคส่วน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 71 พรรษา 2 เมษายน 2569 นอกจากนี้ ยังมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริม สืบสาน และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “มโนราห์” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ให้คงอยู่คู่สังคมไทย และสร้างการรับรู้สู่คนรุ่นใหม่ รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแข่งขันมโนราห์ชิงถ้วยพระราชทาน การแข่งขันมโนราห์นักเรียน การแสดงมโนราห์ทั้งแบบโบราณและแบบประยุกต์ ขบวนอัญเชิญถ้วยพระราชทาน พิธีมอบรางวัล นิทรรศการเทิดพระเกียรติและนิทรรศการมโนราห์ การจำหน่ายสินค้า OTOP และกิจกรรมถนนคนเดิน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

เผยแพร่โนราสู่โลก วัฒนธรรม คือพลังขับเคลื่อนประเทศ
ด้าน ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า “พัทลุง“ ไม่ได้เป็นเพียงแค่จังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ แต่คือ “มาตุภูมิแห่งมโนราห์”
การส่งเสริมมโนราห์และศิลปะพื้นบ้าน ไม่ใช่เพียงการรักษาอดีต แต่คือการสร้างต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งให้กับคนรุ่นหลัง พัทลุงเป็นเมืองที่มีเสน่ห์และมีรากเหง้าที่ชัดเจน การจัดงานชิงถ้วยพระราชทาน คือสิ่งยืนยันว่ามรดกภูมิปัญญาของไทยจะถูกสืบทอดต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องเข้ามาร่วมกันปกป้อง รักษา และที่สำคัญที่สุดคือต้องเดินหน้า “เผยแพร่” ให้นานาชาติได้รับรู้ถึงคุณค่าของโนราที่ซ่อนอยู่ในแผ่นดินนี้
“ในท้ายที่สุดแล้ว “วัฒนธรรมคือสิ่งดีงาม เราต้องเรียนรู้ เพื่อเข้าใจ ปกป้อง รักษา และเผยแพร่เพื่อส่งต่อคุณค่าทั้งระดับประเทศและสากล” คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่ของโนราแดนใต้ออกไปอย่างสมบูรณ์แบบ”

เมื่อ “อดีต” กลับมามีลมหายใจใน “ปัจจุบัน”
ไฮไลต์สำคัญของงานเริ่มต้นด้วยพิธี “ตีโพน” 9 ลูก พร้อมจังหวะกลองยาว 71 วินาที เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก่อนที่ผู้ร่วมงานจะยืนสงบนิ่ง 93 วินาที สร้างบรรยากาศแห่งความเคารพและความทรงจำร่วมกันอย่างลึกซึ้ง แต่ช่วงเวลาที่สะกดสายตาผู้คนทั้งงาน คือภาพการแสดง “พลังศรัทธาโนรา” จากนักแสดงกว่า 710 ชีวิต ที่พร้อมใจกันร่ายรำอย่างงดงาม ท่วงท่าที่อ่อนช้อย ผสานพลังและความศักดิ์สิทธิ์ สะท้อนเสน่ห์ของศิลปะพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ศิลปะ “มโนราห์” ได้รับการยอมรับในระดับโลกจาก UNESCO ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ยิ่งตอกย้ำถึงคุณค่าที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงท้องถิ่น การส่งเสริมมโนราห์ ไม่ใช่แค่การรักษาอดีต แต่คือการสร้างต้นทุนทางวัฒนธรรมให้คนรุ่นหลังวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงมรดก แต่คือ “ทรัพยากร” ที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และยกระดับสู่เวทีนานาชาติ พัทลุง ไม่ใช่แค่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ แต่คือ “มาตุภูมิแห่งมโนราห์” ที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์และพลังทางวัฒนธรรมที่พร้อมจะถูกผลักดันสู่สายตาโลก

มากกว่างานวัฒนธรรมคือพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ค่ำคืนแห่ง “สืบสานงานศิลป์ถิ่นโนรา” ไม่ได้จบเพียงการแสดงบนเวที แต่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม การมีส่วนร่วมของชุมชน และภาพประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความผูกพันระหว่างผู้คนกับศิลปะ งานนี้จึงไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ แต่ยังเป็น “บิ๊กอีเวนต์” ที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมของพัทลุงในปี 2569 อย่างชัดเจน เสียงปี่ เสียงกลอง และท่วงท่าของมโนราห์ไม่ได้ดังก้องอยู่เพียงในสนามหน้าศาลากลาง แต่กำลังส่งสารไปไกลถึงระดับสากล
การจัดงานครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญของจังหวัดพัทลุง ที่สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า พร้อมทั้งยกระดับ “โนรา” สู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน


