หน้าแรก ภูมิภาค ครูเกษียณเชีย...

ครูเกษียณเชียงราย จยย.มุ่งหน้าเข้ากทม. ร้อง ‘เสรีพิศุทธ์’ อดีตผอ.ทุจริตเงินโรงเรียน

7.04.26 | 13:57 น.
เสรีพิศุทธ์

ครูเกษียณเชียงราย จยย.มุ่งหน้าเข้า กทม. ร้อง ‘เสรีพิศุทธ์’ อดีต ผอ.ทุจริตเงินโรงเรียน

เมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ได้มีนายบุญธัน อายุ 63 ปี อดีตข้าราชครูที่เกษียณอายุราชการ สวมเพียงกางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียวแต่คลุมด้วยธงชาติผืนใหญ่ ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีน้ำเงิน ไปกราบขอพรอนุสาวรีย์ และขับขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวออกจาก จ.เชียงราย มุ่งหน้าไปยังสำนักงานพรรคเสรีรวมไทย กรุงเทพฯ ระยะทางมากกว่า 900 กิโลเมตร เพื่อจะร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กรณีเคยร้องเรียนให้ตรวจสอบการทุจริตในโรงเรียนเก่าของตัวเองต่อกระทรวงมหาดไทย ศูนย์ดำรงธรรม จ.เชียงราย และ ป.ป.ช.ทั้งส่วนกลางและประจำ จ.เชียงราย แต่เรื่องกลับเงียบหายไปและกรณี ป.ป.ช.ได้แจ้งกลับมาว่าคำร้องไม่มีหลักฐานเพียงพอ

นายบุญธันกล่าวว่า ตนไม่มีที่พึ่งแล้วและต้องพึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะตนเห็นว่าการร้องเรียนที่ผ่านมาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เคยไปร้องเลย โดยเรื่องที่ร้องเรียนคือรายชื่อนักเรียนที่ไม่ได้มีอยู่ในโรงเรียนจริงหรือนักเรียนผีระหว่างปี 2560 และปี 2564 รวมจำนวน 338 คน ทั้งที่เอกสารหลักฐานทั้งหมดเป็นของหน่วยงานราชการ เช่น รหัสประจำตัวนักเรียนซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ฯลฯ แต่เมื่อร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ดำเนินการให้ ตรวจสอบได้เมื่อมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ตนพบว่ามีการจำหน่ายรายชื่อนักเรียนออกจำนวน 174 คนเพื่อทำลายหลักฐานและโดยพลการด้วย ซึ่งรายชื่อนักเรียนผีจะเกี่ยวข้องกับงบประมาณรายหัวของกระทรวงมหาดไทยด้วย เรื่องสหกรณ์โรงเรียนที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้อำนวยการโรงเรียน ฯลฯ

นายบุญธันกล่าวอีกว่า ตนไม่มีทางนำหลักฐานเท็จและไม่มีมูลความจริงไปร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ ให้เสียเวลาแน่นอน แต่เมื่อศูนย์ดำรงธรรมไม่ดำเนินการให้และไม่เคยเรียกตนไปชี้แจงใดๆ ส่วน ป.ป.ช.ก็ไม่พิจารณาดำเนินการให้แล้ว ตนจึงต้องทำเพื่อประเทศชาติและเด็กนักเรียนในฐานะที่ตนเป็นอดีตข้าราชการครู จึงจะขับขี่จักรยานยนต์ไปถึงพรรคเสรีรวมไทยให้ได้ โดยในวันที่มีอายุมากขึ้นแล้วก็จะขอใช้เวลาประมาณ 2 วัน ตามเส้นทางสายเชียงราย-พะเยา-ลำปาง-แพร่-อุตรดิตถ์-พิษณุโลก-นครสวรรค์ ตามลำดับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังกราบสักการะอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายแล้ว นายบุญธันได้ขับขี่รถจักรยานยนต์รอบลานอนุสาวรีย์ 1 รอบ ก่อนเดินทางไปตามถนนพหลโยธินสายเชียงราย-พะเยา ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อน โดยที่รถติดป้ายข้อความต่างๆ เช่น ขอไว้อาลัยแด่ความอยุติธรรม, เกิดเป็นคนไม่สู้คนไม่ใช่คน ส่วนที่คอก็สวมป้ายชื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โกง เจอ กู “วีรบุรุษนาแก” ฯลฯ คาดว่าเจ้าตัวจะไปหยุดพักค้างคืนก่อน 1 คืน ที่ จ.พะเยา หรือ จ.แพร่ ก่อนเดินทางต่อไป

Advertisement

ทั้งนี้นายบุญธันได้ติดตามตรวจสอบการทุจริตของอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัด อปท.หนึ่งในพื้นที่ จ.เชียงราย มาอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นหลักคือการสร้างรายชื่อ “นักเรียนผี” เพื่อเบิกงบประมาณรายหัว และการก่อสร้างร้านกาแฟในโรงเรียน โดยอ้างว่านำเงินหุ้นสหกรณ์ของนักเรียนและครูไปใช้กว่า 2.7 ล้านบาท รวมถึงมีการโอนเงินค่าหุ้นเข้าบัญชีส่วนตัวของผู้อำนวยการ

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดเชียงราย ได้ตรวจสอบและแจ้งกลับมายังผู้ร้อง ระบุว่าทาง ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบข้อเท็จจริงที่แย้งกับคำร้อง โดยประเด็นร้านกาแฟ ป.ป.ช. ระบุว่าเป็นโครงการฝึกประสบการณ์นักเรียน “Smart Chef Program” โดยใช้เงินทุนจากสมาชิกสหกรณ์มาลงทุน ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตก่อสร้างตามกฎหมายควบคุมอาคาร ส่วนประเด็นการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวนั้น ป.ป.ช.ตรวจสอบย้อนหลังได้เพียงปี 2566 เนื่องจากข้อจำกัดของธนาคาร และพบคำให้การของพยานว่าเป็นการชำระเงินสด

ประเด็นนักเรียนผี ป.ป.ช. ชี้แจงว่าระบบการเบิกจ่ายงบประมาณ (SIS และ LEC) มีการตรวจสอบเลขบัตรประชาชน 13 หลักที่ซ้ำซ้อนไม่ได้ ส่วนเงินเยียวยาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รายละ 2,000 บาท เป็นการโอนตรงจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นผ่านระบบธนาคาร KTB Online ถึงผู้มีสิทธิโดยตรง ไม่ได้ผ่านบัญชีโรงเรียน คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีคำสั่ง “ไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา” เนื่องจากข้อมูลไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อไป อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ระบุว่า หากผู้ร้องไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง สามารถยื่นหนังสือขอให้ทบทวนคำสั่งได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง ซึ่งนายบุญธันยืนยันว่า ตนไม่ยอมรับผลการตรวจสอบดังกล่าวและเชื่อว่ากระบวนการมีความผิดปกติ จึงตัดสินใจขี่จักรยานยนต์เข้ากรุงเพื่อนำหลักฐานทั้งหมดไปมอบให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ซึ่งตนเชื่อว่าเป็นที่พึ่งสุดท้าย