หน้าแรก ภูมิภาค ครูใช้มือถือต...

ครูใช้มือถือตีหัว 7 ขวบเลือดอาบ รับโมโหง่าย-ไม่ได้ตั้งใจ แค่สะกิดให้หยุด พร้อมรับผิดชอบ

8.04.26 | 13:13 น.
ครู

ครูใช้มือถือตีหัว 7 ขวบเลือดอาบ รับโมโหง่าย-ไม่ได้ตั้งใจ แค่สะกิดให้หยุด พร้อมรับผิดชอบ ไกล่เกลี่ย

 

จากกรณีครูสอนพิเศษรายหนึ่งก่อเหตุใช้โทรศัพท์มือถือฟาดศีรษะเด็กนักเรียนชายวัย 7 ขวบ จนได้รับบาดเจ็บ อ้างหงุดหงิดอากาศร้อนเนื่องจากเด็กทำแบบฝึกหัดผิด ด้านพ่อเด็กไม่ยอมความ เข้าแจ้งความดำเนินคดี พร้อมเผยมีผู้ปกครองรายอื่นแฉพฤติกรรมทำร้ายเด็กมาก่อนนั้น

อ่านข่าว ครูสอนพิเศษ โมโหเด็ก7ขวบ ทำแบบทดสอบผิด3ข้อ ใช้มือถือฟาดหัวเลือดอาบ ขอจ่ายชดเชย500

เมื่อวันที่ 8 เมษายน ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.หนองยาว อ.เมือง จ.สระบุรี ซึ่งเป็นบ้านของครูจิตร อายุ 50 ปี ซึ่งเปิดเป็นสถานที่สอนพิเศษ ในช่วงปิดเทอม

ครูจิตรกล่าวว่า ในวันเกิดเหตุนั้น ตนเตือนเด็ก เนื่องจากว่าน้องสกาย (ผู้เสียหาย) เป็นเด็กกึ่งสมาธิสั้น ไม่นิ่ง ตนเองได้เตือนไปและบอกให้ทำงาน และเมื่อเห็นพวกพี่ๆ ส่งงานหรือเดิน สมาธิน้องก็จะหลุด และจะมอง ไม่ยอมทำงาน

Advertisement

ครูจิตรกล่าวว่า ในวันเกิดเหตุน้องสกายจะนั่งอยู่ใกล้ๆ กับตน ส่วนที่โทรศัพท์ไปโดนที่หัวเด็กแตก เกิดจากว่าตนเตือนน้องว่าไม่ทำงาน และเด็กเกิดอาการปรี๊ดใส่ ตนจึงได้หยิบโทรศัพท์ที่ไม่ได้ใส่เคสไปเคาะนิดๆ ที่หัว ประกอบกับเด็กหลบทำให้โทรศัพท์กระแทกไปที่หัว ซึ่งตนเองก็ไม่ได้ตั้งใจ เป็นเพียงต้องการสะกิดให้หยุด เพราะมือตนเองก็ตรวจงานเด็กคนอื่นๆ ไปด้วย ซึ่งที่ผู้ปกครองบอกว่าเด็กทำวิชาภาษาไทยผิดไป 3 ข้อนั้น ไม่ใช่เนื่องจากว่าเมื่อวานเรียนวิชาคณิตศาสตร์

ครูจิตรกล่าวว่า ส่วนเรื่องที่กล่าวว่าตนดึงหูเด็กไปทำแผลนั้น ตนเองเพียงแค่ดึงเสื้อเด็กให้นั่ง และนำอุปกรณ์มาทำแผลให้ ส่วนเรื่องที่ว่าตนเป็นคนขี้โมโหนั้น ตนยอมรับว่าตนเองเป็นคนโมโหง่ายจริงๆ แต่ลงไว ซึ่งก็แล้วแต่คน ส่วนการทุบหลังนั้นตนเพียงแค่สะกิดเตือน และตนเป็นคนที่เสียงดัง ซึ่งเด็กแต่ละคนแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน เด็กแต่ละคนจะมีภาวะติดจอ

ครูจิตรกล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ว่าตนเองเสนอเงินค่าทำขวัญให้ 500 บาทนั้น ตนบอกว่าจะช่วยค่าสินไหมที่จ่ายคืนค่าเรียนมาให้เป็นค่าสินไหม โดยคืนให้ 500 บาท ซึ่งทางผู้ปกครองเด็กขอมา 10,000 บาท ตนบอกไปว่าไม่มีหรอก ถ้าอยากได้มากกว่านี้ก็ไปฟ้องเอา เนื่องจากว่าตนก็ไม่มี ตนเองยอมรับผิด ที่ทำลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และพร้อมที่จะไกล่เกลี่ย แต่ถ้าเรียกเงินมาตนเองก็ไม่มี

ทางด้านนางปพิชญา อายุ 49 ปี แม่น้องสกาย เผยว่า ตนยอมรับว่าลูกตนเองเป็นเด็กสมาธิสั้น แต่ไม่เยอะ จะไม่ค่อยนิ่ง หลังจากที่ตนเองได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากสามี ก็รีบไปรับกลับมาบ้าน แต่ความรู้สึกของลูกตน ตอนแรกไม่กล้าร้องแต่พอเห็นตนลูกก็ร้องออกมา ตัวสั่น ซึ่งถ้าครูจะไกล่เกลี่ยนั้นตนไม่เอา ซึ่งแต่ก่อนก็รู้สึกสงสารครู เนื่องจากว่าเห็นอยู่คนเดียว แต่พอรู้จากเด็กข้างบ้านที่ไปเรียนด้วยเล่าให้ฟังว่า สกายหัวแตก ยังไม่พอยังดึงหูลูกตนเองไปล้างแผล ทำให้ตนรู้สึกจุกอยู่ในอก ซึ่งลูกตนยังเจ็บอยู่ ทำไมต้องเอามือดึงหูไปทำแผลด้วย แทนที่จะจับมือไป ตนรู้สึกโมโหมาก

ทางด้านผู้ปกครองเด็กที่เคยนำลูกชาย 2 คนไปเรียนพิเศษด้วย เล่าว่า เท่าที่ตนเองทราบมานั้นครูมีพฤติกรรมที่รุนแรง ซึ่งถ้าถามเด็กหลายครั้งแล้ว เด็กตอบไม่ได้ก็จะมีการลงมือทำร้ายเด็ก ทุบ ตี หยิกหู เอาปากกาจิ้มหัว ซึ่งเป็นการบอกเล่าของลูกตน และเมื่อเวลาตนอาบน้ำให้ลูกๆ ก็จะเห็นบาดแผลเป็นประจำ สระผมให้ลูกก็จะเห็นเป็นรอยจิ้ม ซึ่งลูกก็บอกว่าครูเอาปากกาจิ้มที่หัว และในบางครั้งก็จะให้เด็กกินข้าวในที่สอนเลย และยังมีการเอามะเฟืองจิ้มกับกะปิให้เด็กกิน ซึ่งเด็กบางคนก็ไม่เข้าใจว่ากะปิคืออะไร ซึ่งเด็กก็ไม่ชอบ แต่ถูกครูบังคับให้กินและห้ามคายออก ซึ่งลูกของตนต้องยอมอมไว้แล้วมาคายออกที่บ้าน

ผู้ปกครองกล่าวว่า ซึ่งในบางครั้งก็จะบังคับให้เด็กกินอาหารที่ไม่ชอบ ซึ่งถ้าเด็กไม่ทำตามก็จะโดนทุบจนอวกแตก และบังคับให้เก็บอ้วกเอง ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ซึ่งตนก็เคยคุยกับครูมาหลายครั้งว่าลูกตนนั้นตีได้ แต่ขอเป็นที่แขน ขา แต่อย่าตีที่หัว ซึ่งลูกตนก็มาเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆว่าโดนครูตีหัวมาอีกแล้ว จนลูกตนทนไม่ไหว ตนจึงได้เอาลูกออกมาไม่ให้ไปเรียนอีก ซึ่งตนเห็นว่าแม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วถึง 3 ปี แต่ครูก็ยังมีพฤติกรรมที่เหมือนเดิมอยู่

ผู้ปกครองกล่าวว่าส่วนสาเหตุที่ตนเองพาลูกมาเรียนกับครูจิตร นั้นตนเองเห็นว่าเขาสอนดี แล้วเด็กเข้าใจไว เหมือนเป็นการสอนแบบกระโดดข้ามขั้น เช่นเด็ก ป.2 จะสอนหลักสูตรล่วงหน้า ป.3 ทำให้เด็กมีความรู้มากขึ้น แล้วเด็กไปสอบแข่งขันได้

ผู้ปกครองเด็ก กล่าวเสริมว่า ตนเคยรู้ข่าวมาว่าครูคนนี้เคยสอนอยู่ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี เนื่องจากว่ามีพฤติกรรม สอนให้เด็กเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ แล้วเด็กเขียนไม่ได้ ครูก็ลงมือทุบตีเด็ก ซึ่งผู้ปกครองเห็นพฤติกรรมจึงไปแจ้งกับ ผอ.โรงเรียน ทางโรงเรียนจึงได้ให้ลาออก

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ เผยว่า หลังจากที่พ่อของเด็กได้เข้ามาแจ้งความไว้แล้วนั้น ตอนนี้ให้เด็กไปตรวจร่างกาย ซึ่งยังคงต้องรอผลตรวจจากแพทย์ และรวบรวมพยานหลักฐานจากนั้นจะเรียกคู่กรณีมาตกลงกัน ซึ่งถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะได้แจ้งจองกล่าวหา