“หัวโขน” เป็นงานศิลปะชั้นสูง ใช้สำหรับสวมครอบศีรษะ ปิดบังส่วนหน้าของผู้แสดงโขนอย่างมิดชิด เป็นศิลปวัตถุประเภทประณีตศิลป์ และงานศิลปะที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรตระการตา เช่นเดียวกับเครื่องแต่งกาย ประณีตบรรจงตามแบบช่างไทย มีรูปลักษณะสวยงาม ถือเป็นงานศิลป์คู่วิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน โดยเฉพาะการแสดงโขนและละครที่นับวันจะหาชมได้ยาก แต่ด้วยความรักและความชื่นชอบเป็นการส่วนตัวนายยุธศักดิ์ ศิริสวัสดิ์ วัย 49 ปี จึงได้ใช้บ้านพักเลขที่ 74 ม.1 ต.ปลายโพงพาง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม สร้างหัวโขนจิ๋วที่เหมาะสำหรับการอนุรักษ์และการเก็บรักษาไว้ชื่นชม ง่ายกว่าหัวโขนที่มีขนาดใหญ่
นายยุธศักดิ์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำหัวโขนนั้น เนื่องจากตนได้เข้าไปเรียนในวิทยาลัยในวัง แนวอนุรักษ์ศิลปะไทยช่างสิบหมู่ ในโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเห็นว่าหากไม่อนุรักษ์การทำหัวโขนไว้นับวันก็จะสูญหายไป หลังจากตนเรียนจบแล้วก็เริ่มรวมกลุ่มกับเพื่อนที่จบมาด้วยกัน 2-3 คน ทำหัวโขนแล้วนำไปฝากร้านเพื่อนจำหน่ายในสวนจตุจักร กรุงเทพฯ เพราะเห็นว่ามีชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวและซื้อของกันจำนวนมาก โดยวางขายได้ประมาณ 6 เดือน ปรากฏว่าขายได้เพียง 1 ชิ้น แม้ลูกค้าจะชมว่าสวยแต่ก็บอกว่าแพง ซึ่งตนก็ไม่ละความพยายาม ต่อมาในปี 2543 มีโอกาสออกงานนิทรรศการกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก ตามศูนย์การค้าและสถานที่ต่างๆ รวมทั้งสาธิตขั้นตอนการผลิต จนได้รับเชิญไปสาธิตในงานนิยมไทย ณ สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ มีลูกค้าให้ความสนใจจำนวนมาก มียอดจำหน่ายและสั่งซื้อประมาณ 1,000 ชิ้น ปัจจุบันตนได้ย้ายกลับบ้านเกิด และตั้งชื่อกลุ่มว่า “ภูเตศวร” ซึ่งได้มาจากอาจารย์ประพนธ์ วิพัฒนพร (อาจารย์แม้ว) นักเขียนชื่อดัง ท่านเป็นอาจารย์สายธรรมะที่ตนนับถือ จึงขออนุญาตใช้ชื่อ “ภูเตศวร” นามปากกาของท่านเป็นชื่อกลุ่มเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้คำว่า “ภูเตศวร” ยังหมายถึงพระศิวะเจ้า ทรงเป็นมหาเทพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์อีกด้วย
นายยุธศักดิ์ กล่าวด้วยว่า หัวโขนจิ๋วที่ตนทำอยู่เป็นแนวเชิงอนุรักษ์ที่ปัจจุบันหาดูได้ยาก ทั้งวัสดุขั้นตอนการทำเป็นแบบโบราณทั้งหมดและใช้ทองคำแท้ โครงหน้าทำจากกระดาษสา ลงรักปิดทองแบบโบราณ ติดด้วยคริสตัล ส่วนฟันหรืองาช้างทำจากเปลือกหอยมุกที่ผ่านการเจียรให้เป็นชิ้นเล็กๆ ย่อส่วนลงมา การทำหัวโขนจิ๋วนั้นแบ่งออกได้ประมาณ 10 ขั้นตอน เริ่มจากการปั้นหุ่นขึ้นรูปจากดินเหนียว ถอดแบบทำพิมพ์ หล่อปูนปาสเตอร์บางๆ แล้วปิดด้วยกระดาษสา ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 3 วัน แล้วขูดปูนปาสเตอร์ข้างในทิ้งแล้วปิดด้วยกระดาษสาทับอีกทีด้านใน เพื่อให้หัวโขนทรงตัวอยู่และมีความแข็งแรง จากนั้นลงรักปิดทอง ส่วนลายของหัวโขนนั้นต้องแกะมาจากหินสบู่ แล้วแกะลายทีละชิ้น อย่างกระจังรอบเศียร 150 ตัว ต้องแกะถึง 150 ครั้ง เสร็จแล้วจึงลงสีและเขียนหน้าด้วยยางไม้ ปิดด้วยทองคำเปลวตามขั้นตอนโบราณ ก่อนจะประดับพลอยและติดกระจกให้ดูสวยงาม โดยหัวโขนจิ๋ว 1 ชิ้นจะใช้เวลาในการทำอย่างน้อย 15 วันขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นตัวละครเรื่องรามเกียรติ์ทั้งหมดประมาณ 400 แบบ แต่คนไทยจะรู้จักประมาณ 40 – 50 แบบเท่านั้น โดยเฉพาะตัวเอกของเรื่องพระราม พระลักษณ์ หนุมาน ทศกัณฑ์และนางสีดา เป็นต้น ส่วนแบบหัวโขนที่ขายดีที่สุดจะเป็นหน้ายักษ์ เพราะการเขียนหน้าจะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ส่วนคนไทยที่นับถือด้านนาฎศิลป์จะนิยมบูชาหน้าพ่อแก่ ฤาษี และหน้ายักษ์ ส่วนหน้าเทพก็จะเป็นพระพิฆเนศวร หรือช้าง เป็นต้น ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ปิดด้วยทองคำแผ่นแท้ๆ ซึ่ง 1 หัวโขนต้องใช้ทองคำแผ่นประมาณ 100 แผ่น ส่วนเม็ดสีต่างๆ ที่ใช้ประดับ มาจากแก้วคริสตัลแท้ ขณะที่ส่วนฟันกับเขี้ยวทำมาจากมุก ต่อชิ้นใช้เวลาทำประมาณ 15-30 วัน

สำหรับการดูแลรักษานายยุธศักดิ์บอกว่า คุณสมบัติของทองคำแท้จะไม่หมองไม่ดำ ถ้าไม่อยากให้ฝุ่นจับก็เก็บไว้ในตู้กระจก หรือนำโหลแก้วมาครอบเพื่อไม่ให้โดนฝุ่นก็จะอยู่ทนทานนานเป็นแรมปี ขณะนี้หัวโขนจิ๋วของนายยุธศักดิ์ได้รับการการันตีเป็นสินค้าโอทอป ระดับ 5 ดาว ของจังหวัดสมุทรสงคราม รวมถึงได้รับคัดสรรให้เป็นหนึ่งในสินค้าที่ระลึกมอบแด่ภรรยาผู้นำเอเปค ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และยังได้ต่อยอดทำหัวโขนจิ๋วเป็นกรอบรูปนูนต่ำและงานปั้นลอยตัวจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ หุ่นกระบอกในตัวละคร เช่น อิเหนา, บุษบา, เงาะ, รจนา, ทศกัณฐ์และนางสีดา เพื่อเพิ่มมูลค่าชิ้นงานอีกด้วย ส่วนราคาหัวโขนจิ๋วเริ่มต้นตั้งแต่ 500 – 60,000 บาทเศษ ท่านใดสนใจขณะนี้มีวางจำหน่ายอยู่ในเครือเซ็นทรัล 4 สาขา ได้แก่ ชิดลม ลาดพร้าว สีลม และภูเก็ต ห้างสรรพสินค้าดิเอ็มโพเรียม สุขุมวิท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี 3 สาขา หรือผู้สนใจอยากเรียนรู้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 081-775-4118
ขจร โพธิ์นิ่มไทย/รายงาน

