นายก ไร่อ้อยสระแก้ว แฉต่อ ต่อหน้า ประธาน สปท ด้านสังคม จนท. ปราจีน เรียกเก็บส่วย แรงงานเขมรหัวละ 3-3.5 หมื่นรายเดือนอีก หัวละ 500
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 พฤษถภาคม ที่ห้องประชุมบูรพา ศาลากลางจังหวัดสระแก้ว นายอโนทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานคณะกรรมมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และคณะกรรมาธิการ ได้เดินทางไปรับฟังปัญหาแรงงานต่างด้าว ในภาคเกษตรกรรม และปัญหาอื่น ๆ ทางด้านสังคมของแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานชาวกัมพูชา ในพื้นที่ จังหวัดสระแก้ว และ ปราจีนบุรี โดยมีนายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ ผู้ว่าร่าชการจังหวัดสระแก้ว และ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งในจังหวัดสระแก้ว และ ปราจีนบุรี ร่วมประชุม
นายอโนทัย กล่าวว่า ทางคณะกรรมาธิการต้องการรับทราบปัญหาแรงงานต่างด้าว ในภาคการเกษตร เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา และ จัดทำเป็นแนวทางปฎิบัติสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ที่ติดกับแนวชายแดนต่อไป หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนเพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติ ในฤดูเก็บเกียว ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน ก่อนที่ภาคการเกษตรจะได้รับความเสียหาย และเท่าทีมีการร้องเรียนนั้น ในส่วนของจังหวัดสระแก้ว ทางชาวไร่อ้อยต้องการที่จะขอเปิดให้มีการประทับตรา บอร์ดเดอร์พาส เข้าประเทศ ของแรงงานชาวกัมพูชา เพิ่มอีกแห่งหนึ่งคือ ที่จุดผ่านแดนชั่วคราวบ้านเขาดิน อำเภอคลองแทน เนื่องจาก แต่เดิมนั้น ทางจังหวัด อนุญาตให้มีการประทับตรา เพียงแห่งเดียว คือที่ด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ แต่เนื่องจาก มีแรงงานที่ต้องการเดินทางเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมากกว่า 2 หมื่น คน ในฤดูหีบอ้อย จึงเกิดความล่าช้า และเกิดความเสียหาย ต่อการเก็บเกี่ยว ส่งนในจังหวัดปราจีนบุรี นั้น มีปัญหา เนื่องจาก ไม่สามารถใช้แรงงานชาวกัมพูชา ที่ถือ บอร์ดเดอร์พาส หรือ หนังสือเดินทางแบบชั่วคราวได้ ในภาคการเกษตร เหมื่อ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว
ด้านนายมนตรี คำพล นายกสมาคมเกษตรกรชายแดน บูรพา กล่าวในที่ประชุมว่า ปัจจุบัน ทางสมาคม ต้องรับผิดชอบดูแลชาวไร่อ้อย ทั้งในเขตจังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี และ จันทบุรี บางส่วน ในปีที่ผ่านมามีผลผลิตอ้อย 4.5 ล้านตัน และ จะเพิ่มเป็น 5 ล้านตัน ในปีนี้ ซึ่งจะต้องใช้แรงงานชาวกัมพูชา กว่า 2 หมื่น ส่วนในจังหวัดปราจีนบุรี มีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 7,475 ไร่ ใน 3 อำเภอ คือกบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ และ นาดี มีผลผลิตประมาณ 7.5 แสนตัน ต้องการใช้แรงงานต่างชาติ 2,665 คน ในปีที่ผ่านมา ทางจังหวัดสระแก้วอนุโลม ให้ใช้แรงงานกัมพูชา ประเภท ไป-กลับ ได้ แต่ต้องเข้า-ออก ตามช่องทางที่กำหนด และ อยู่ในความควบคุมอย่างเคร่งครัด แต่ในฤดูหีบปีหน้านี้ ทางรัฐบาลประกาศให้แรงงานทั้งหมด ต้องเข้าสู่ระบบ ซึ่งแรงงานทุกคนต้องมีบอร์ดเดอร์พาส สำหรับเดินทางเข้า-ออก ผ่านด่านคลองลึกซึ่งแออัดมาก เกินกว่าที่จะรองรับแรงงานกว่า 2 หมื่นคนได้
นายมนตรีกล่าวอีกว่า ในส่วนของจังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะในอำเภอกบินทร์บุรี ที่มีการปลูกอ้อยมากที่สุด นั้น ไม่สามารถจะใช้แรงงานจากกัมพูชาได้เลย ทั้งแบบไป-กลับ หรือ มีบอร์ดเดอรพาส เนื่องจากไม่ใช่จังหวัดชายแดน แต่ชาวไร่มีความจำเป็นต้องใช้แรงงาน เนื่องจากขาดแคลนแรงงานในประเทศ จึงจำเป็นต้องลักลอบใฃ้แรงงานกัมพูชาโดยผิดกฎหมาย จึงเป็นช่องทางให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้าไปเรียกเก็บผลประโยฃน์ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการถูกจับกุม มีการเรียกเก็บค่าหัวแรงงานชาวกัมพูชา หัวละ 3 หมื่น ถึง 3.5 หมื่น บาท และ อีกหัวละ 500 บาท ต่อเดือน หากชาวไร่มีคนงานจำนวน 300 คน จะต้องจ่ายเป็นเงินมากมาย ดังนั้นทางสมาคม จึงต้องการผลักดันให้ จังหวัดปราจีนบุรี สามรารถใช้แรงงานเขมร ที่มีบอร์ดเดอร์พาส ทำงาน ในภาคเกษตรกรรมได้ ดังเช่นจังหวัดสระแก้ว

