ยายวัย70 ร้องปปง. ถูกโกงเงินธนาคารหมู่บ้าน พบเหยื่อนับ 100 คน เสียหายรวมกว่า 70 ล้าน
ยายวัย 70 ปี หนึ่งในสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ ซึ่งมีผู้เสียหายนับร้อยคน มูลค่าความเสียหายกว่า 70 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ “สถาบันการเงินต้นแบบ บ้านนาไก่เขี่ย” ชุมชนตำบลนาบัว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เดินทางเข้ายื่นเรื่องร้องขอคุ้มครองสิทธิและขอรับการชดใช้ค่าเสียหาย หลังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีโกงเงินธนาคารหมู่บ้าน โดยใช้พื้นที่สถานีตำรวจภูธรนครไทย เป็นศูนย์รับเรื่อง ระหว่างวันที่ 22-24 เมษายน
เมื่อวันที่ 22 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เปิดศูนย์อำนวยการและออกหน่วยรับเรื่องร้องขอคุ้มครองสิทธิหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน ณ สภ.นครไทย จังหวัดพิษณุโลก เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายในคดี “ธนาคารหมู่บ้านตามพระราชดำริ” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและประชาชนผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่อำเภอนครไทย โดยเปิดรับเรื่องเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 22-24 เมษายน 2569
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันมีประชาชนผู้ได้รับความเสียหายทยอยเข้ายื่นเรื่องจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ นางฟ้อน อายุ 70 ปี ชาวบ้านน้ำลอม หมู่ 9 ตำบลนาบัว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ได้นำสมุดบัญชีของ “สถาบันการเงินต้นแบบ บ้านนาไก่เขี่ย” มาเป็นหลักฐานในการยื่นเรื่อง หลังสูญเสียเงินออมกว่า 300,000 บาท โดยระบุว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พยายามติดตามความคืบหน้าของคดีมาโดยตลอด และวันนี้เพียงหวังว่าจะมีโอกาสได้รับเงินคืน

ผู้เสียหายรายหนึ่ง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ช่วงแรกที่มีการประชาสัมพันธ์โครงการธนาคารหมู่บ้าน มีการชักชวนโดยระบุว่าจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารทั่วไป อีกทั้งเป็นธนาคารของชุมชนที่คนในพื้นที่ร่วมกันบริหาร ทำให้เกิดความเชื่อมั่น จึงทยอยนำเงินไปฝากอย่างต่อเนื่อง
“ปีแรกได้รับดอกเบี้ยจริง แต่พอปีที่ 2 ดอกเบี้ยเริ่มลดลง และปีที่ 3 ไม่ได้รับเลย ตอนนี้สูญเงินไปกว่า 500,000 บาท ส่วนญาติพี่น้องก็เสียหายอีกประมาณ 400,000 บาท ถือเป็นเงินเก็บทั้งชีวิต ที่เชื่อเพราะผู้ดำเนินการเป็นผู้นำชุมชน วันนี้ดีใจที่อย่างน้อยยังมีหน่วยงานเข้ามาดูแล หลังเรื่องเงียบหายไปหลายปี” ผู้เสียหายกล่าว

ด้าน นายกัลป์วีร์ จันทร์ดี แกนนำชาวบ้านผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ได้รับผลกระทบทยอยเข้ายื่นเรื่องแล้วประมาณ 70 คน และคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 100 คน ภายในระยะเวลา 3 วันที่ ปปง. เปิดรับเรื่อง
นายกัลป์วีร์ กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านพยายามร้องเรียนและติดตามความคืบหน้าของคดีมาอย่างต่อเนื่อง หลังเริ่มสงสัยว่าเงินที่ฝากไว้กับกองทุนและสถาบันการเงินต้นแบบบ้านนาไก่เขี่ย รวมถึงโครงการธนาคารตามแนวพระราชดำริ ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ได้หายไป โดยมีการร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ก่อนเข้าแจ้งความกับตำรวจ และเนื่องจากคดีเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน จึงส่งเรื่องให้ ปปง. ดำเนินการ
“แม้ประชาชนจะสามารถยื่นเรื่องผ่านระบบออนไลน์หรือทางไปรษณีย์ได้ แต่ ปปง. เลือกลงพื้นที่เอง เพราะมีผู้เสียหายจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เพียงนำสมุดบัญชี สำเนาบัตรประชาชน และหลักฐานที่เกี่ยวข้องมายื่น เพื่อขอคุ้มครองสิทธิและขอเฉลี่ยทรัพย์คืน หากในอนาคตสามารถยึดทรัพย์ผู้ต้องหาได้” นายกัลป์วีร์กล่าว
พร้อมระบุว่า ผู้เสียหายจำนวนมากสูญเงินตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาท ซึ่งเป็นเงินเก็บก้อนสุดท้ายในชีวิต แม้กระบวนการดำเนินคดีจะล่าช้าและต้องผ่านหลายขั้นตอน ทั้งการสืบทรัพย์และกระบวนการทางศาล แต่การที่ ปปง. ลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ
สำหรับคดี “สถาบันการเงินต้นแบบ บ้านนาไก่เขี่ย” ถือเป็นเพียงหนึ่งในหลายกรณีของสถาบันการเงินชุมชนในอำเภอนครไทย ที่ประสบปัญหาการฉ้อโกง มูลค่าความเสียหายกว่า 70 ล้าน ขณะที่คดี “ธนาคารหมู่บ้านตามพระราชดำริ” ในพื้นที่อำเภอนครไทย นับเป็นคดีใหญ่ที่สร้างความเสียหายในวงกว้าง มีผู้เกี่ยวข้องกว่า 8,000 คน และมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีแล้วมากกว่า 2,000 คน มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 500 ล้านบาท ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวน
ทั้งนี้ มีรายงานว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งติดตามเส้นทางการเงิน เพื่อชี้มูลผู้กระทำผิด รวมถึงตรวจสอบความเป็นไปได้ที่อาจมีข้าราชการระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายสำคัญของ ปปง. คือการเร่งรัดคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เสียหาย เพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด


