จนท.ไม่พบชื่อ พระครูปลัดสมบัติ ซื้อตั๋ว หลังเจอเบาะแสนั่งวินจยย.ลงสถานีรถไฟ
ความคืบหน้ากรณีการหายตัวไปของ พระครูปลัดสมบัติ สิริสุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดสนามไชย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ล่าสุดยังไม่พบตัว ขณะที่เบาะแสสุดท้ายปรากฏในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ท่ามกลางการติดตามของเจ้าหน้าที่และความห่วงใยจากคณะสงฆ์ทั่วประเทศ
อ่านข่าว
- วัดสนามไชยตั้งรักษาการเจ้าอาวาส ชาวบ้านเชื่อหลวงพ่อเครียดเรื่องงาน วอนกลับมา พร้อมช่วยเหลือ
- ไล่กล้องหาพิกัด เจ้าอาวาสวัดสนามไชย ราวกลางมี.ค. อยู่พิษณุโลก วินจยย.จำไม่ได้ คาดไปส่งสถานีรถไฟ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการติดตามตัวพระครูปลัดสมบัติ ซึ่งหายออกจากวัดตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา โดยพบภาพจากกล้องวงจรปิดครั้งสุดท้ายบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 1 จังหวัดพิษณุโลก ก่อนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์รับจ้าง คาดว่าเดินทางไปยังสถานีรถไฟพิษณุโลก
อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่สถานีรถไฟพิษณุโลก พบว่าไม่มีข้อมูลการซื้อตั๋วเดินทางของพระครูปลัดสมบัติในระบบเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา อีกทั้งกล้องวงจรปิดของสถานีสามารถบันทึกข้อมูลย้อนหลังได้เพียง 30 วัน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบภาพในช่วงเวลาดังกล่าวได้แล้ว

นายปิยะพงษ์ คนหลัก นายสถานีรถไฟพิษณุโลก เปิดเผยว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าการซื้อตั๋วโดยสารรถไฟจำเป็นต้องใช้เอกสารยืนยันตัวตน เช่น บัตรประชาชน หรือใบสุทธิของพระภิกษุ ซึ่งจะอ้างอิงเลขประจำตัว 13 หลักในการบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบการซื้อตั๋วโดยทั่วไปต้องใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลักทั้งหมด ยกเว้นบางกรณีของขบวนรถธรรมดาระยะสั้น ที่ผู้โดยสารมาในช่วงกระชั้นชิด อาจมีการอนุโลมเป็นรายกรณี แต่ไม่ใช่ทุกเคส
นายปิยะพงษ์ระบุเพิ่มเติมว่า แม้มีกรณีซื้อตั๋วแทนกัน ก็ยังต้องใช้บัตรประชาชนของผู้เดินทางในการบันทึกข้อมูลเช่นกัน และจากการตรวจสอบทั้งในระดับสถานีและส่วนกลาง ไม่พบชื่อหรือหมายเลขบัตรประชาชนของพระครูปลัดสมบัติในระบบแต่อย่างใด
จากการตรวจสอบทั้งที่สถานีและในระบบส่วนกลาง ไม่พบการใช้ชื่อหรือเลขบัตรประชาชนนี้ในการซื้อตั๋ว ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าพระครูปลัดสมบัติยังอยู่ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกหรือไม่ เนื่องจากมีพระภิกษุเดินทางผ่านเข้าออกจำนวนมาก ทำให้ยากต่อการระบุตัวบุคคล
ด้านการตรวจสอบเส้นทางรถโดยสาร ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลก แห่งที่ 2 (สี่แยกอินโดจีน) โดย นายอนุชา อินทร์อิ่ม ผู้จัดการนายสถานี เปิดเผยว่า ระบบกล้องวงจรปิดสามารถดูย้อนหลังได้เพียง 15 วัน (ระหว่างวันที่ 8-23 เมษายน 2569) จึงไม่ครอบคลุมช่วงเวลาที่พระครูปลัดสมบัติ หายตัว
ทั้งนี้ หากมีการเดินทางจากสถานีดังกล่าวจริง ก็สามารถไปได้ทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน ใต้ และตะวันออก จึงไม่สามารถระบุปลายทางได้ อีกทั้งข้อมูลรายชื่อผู้โดยสารไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลส่วนบุคคล

ขณะที่ พระครูเกษมวาปีพิสัย เจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก เปิดเผยว่า คณะสงฆ์ทั้งในระดับอำเภอและจังหวัดมีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก และได้ประสานงานผ่านเครือข่ายคณะสงฆ์ รวมถึงขอความร่วมมือจากประชาชนและสื่อมวลชนในการช่วยติดตามตัวกรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคลหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่คณะสงฆ์ทั่วประเทศและพุทธศาสนิกชนรู้สึกเป็นห่วง หากท่านรับทราบข่าว อยากขอให้ติดต่อกลับหรือกลับวัด เพื่อให้ทุกฝ่ายคลายความกังวล
พระครูเกษมวาปีพิสัยยังระบุว่า จากข้อมูลเบื้องต้น พระครูปลัดสมบัติอาจมีปัญหาด้านสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดความห่วงใยเพิ่มขึ้น โดยยืนยันว่าคณะสงฆ์พร้อมให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน ทั้งนี้ แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตในสังคมเกี่ยวกับการติดตามตัว แต่ทางคณะสงฆ์ย้ำว่าเป็นไปด้วยความห่วงใย ไม่ได้มีเจตนาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามเบาะแสอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าความชัดเจนของคดีจะปรากฏมากขึ้นในระยะต่อไป


