สามีสุดเศร้า ภรรยาผูกคอดับ ถูกหลอกลงทุนหุ้น ซ้ำปลอมเป็นตร.ช่วยเหลือ สูญเงิน 1.98 ล้าน ติดหนี้อื้อ!
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 69 เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับการเปิดเผยจาก นายภาณุ อายุ 64 ปี เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าในตลาด อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ถึงเรื่องราวของมิจฉาชีพที่ทำเพจหน้าเว็บไซด์หลอกลวงเป็น TSD หรือศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด และ SET บริษัทตลาดหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จนต้องสูญเสียเงินไปจำนวนมากถึงกว่า 1.98 ล้านบาท หลังเกิดเหตุทำให้ทางฝ่ายภรรยาถึงกับป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เพราะได้นำเงินเก็บจากการทำงาน ทรัพย์สินเงินสะสมไว้ให้บุตร รวมถึงเงินจากบิดามารดาและเครือญาติ ถลำซ้ำด้วยเงินกู้ยืมเสียดอกเบี้ยมาละลายทิ้งจนหมดสิ้น
ทั้งที่เก็บสะสมมาเกือบตลอดทั้งชีวิต สุดท้ายจึงตัดสินใจผูกแขวนคอจนเสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 21 เม.ย.69 ที่ผ่านมา จากนั้นจึงได้นำร่างของทางฝ่ายภรรยา คือ นางปาลิตา อายุ 51 ปี ซึ่งเป็น จนท.พยาบาลทำงานอยู่ในสถานพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา มาตั้งประกอบพิธีไว้อาลัยยังที่คริสตจักรบางคล้าแบ๊บติสต์ ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 21-23 เม.ย.69 ที่ผ่านมา และจะเคลื่อนศพไปประกอบพิธีฌาปนกิจ ยังที่วัดโพธิ์บางคล้าในวันที่ 25 เม.ย.69 เวลา 13.00 น.นี้
โดยนายภาณุเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เมื่อประมาณปลายเดือน ต.ค.68 ภรรยาของตนได้รับข้อความที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และมีการเชิญชวนให้เข้ากลุ่มไลน์ของนักลงทุน โดยในกลุ่มได้มีการหว่านล้อมเชื้อเชิญชักชวนให้เข้าร่วมลงทุน ซึ่งมีทั้งการซื้อขายหุ้นเทรดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และการซื้อขายหุ้นทองคำในห้างทองชั้นนำย่านเยาวราช แต่เมื่อทำการลงทุนไปแล้วต้องการจะถอนเงินลงทุนคืน กลับทำไม่ได้เพราะเป็นการลงทุนเทียมหรือตลาดหุ้นเก๊
จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง จึงได้มีข้อความที่อ้างตัวว่าเป็นสำนักงานทนายความช่วยเหลือประชาชนเด้งเข้ามาในเฟซบุ๊กของภรรยาอีก โดยทำทีว่าเป็นหน่วยงานที่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่ถูกแก๊งต้มตุ๋นหลอกลวงเงินจากการซื้อขายหุ้นเพื่อให้ได้รับเงินคืน โดยเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้เสียหายในกลุ่มไลน์เพื่อเดินหน้าในการทำคดีจากผู้เสียหายหลายราย และส่งไปยังหน่วยงาน DSI (ปลอม) และมีตำรวจปลอมเข้ามา เพื่อดำเนินการทางขั้นตอนกฎหมายให้ทางตลาดหลักทรัพย์รับผิดชอบคืนเงินให้ ซึ่งทางฝ่ายภรรยาตนนั้นก็อยากได้เงินคืนจึงหลงเชื่ออีก
โดยที่ตนและคนรอบข้างไม่ทราบเรื่องเลยแม้แต่เพื่อนร่วมงาน และมาทราบภายหลังในช่วงปลายเดือน ธ.ค.68 หลังจากที่ภรรยาได้โอนเงินไปให้แก่แก๊งมิจฉาชีพจนหมดสิ้นแล้ว เพราะทางฝ่ายของกลุ่มมิจฉาชีพได้สั่งห้ามไม่ให้บอกใคร เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางคดี และยังข่มขู่ว่าหากบอกใครแล้วทางภรรยาของตนยังมีความผิดในทางคดีที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน ที่ได้เข้าไปลงทุนมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องเป็นเครือข่ายของมิจฉาชีพ โดยได้มีการนำหมายปลอมที่มีชื่อภรรยาของตนมาแสดงเพื่อหลอกลวงให้หวาดกลัวว่าจะไปตามจับกุมตัวจนถึงยังที่ทำงานจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ มาแสดงให้เห็นด้วย
จากนั้นกระบวนการต้มตุ๋นหลอกลวงยังดำเนินต่อ โดยได้มีฝ่ายที่อ้างว่าเป็น จนท.ฝ่ายบัญชี ของบริษัทตลาดหลักทรัพย์ SET (ประเทศไทย) ที่ใช้ตราโปรไฟล์ 50SET ที่มีการพูดคุยประสานกันเข้ามาในการเข้าสู่กระบวนการถอนเงินลงทุนคืน เมื่อวันที่ 1 พ.ย.68 แต่ผู้ลงทุนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมตามขั้นตอนต่างๆ ก่อน โดยได้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการถอนเงินจากการทำรายการซื้อขายหุ้น ของนางปาลิตา ภรรยาตนถึง 3 ขั้นตอนโดยอ้างว่าเป็นข้อบังคับของศูนย์รับฝากหลักเกณฑ์ 306* ตามที่ทาง จนท.บัญชีแจ้ง ซึ่งมีการพูดคุยทำธุรกรรมติดต่อกันผ่านทางไลน์ส่วนตัว
โดยมีค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระดังนี้ 1.ค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ (SET Trading Fee) ที่ 4% ของมูลค่าซื้อขายคิดเป็นจำนวน 24,495.56 บาท 2.ค่าธรรมเนียมการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (TSD Clearing Fee) ที่ 2% ของมูลค่าซื้อขาย คิดเป็นจำนวน 12,247.78 บาท 3.ค่าธรรมเนียมการกำกับดูแล (Regulatory Fee) ที่ 2% ของมูลค่าการซื้อขายคิดเป็นจำนวน 12,247.78 บาท รวมเป็นเงินค่าธรรมเนียม 48,991.12 บาท จากยอดเงินการซื้อขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 661,380.12 บาท
โดยอ้างว่าค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ไม่สามารถหักจากระบบของลูกค้า ดังนั้นลูกค้าต้องทำการชำระเข้ามาเป็นส่วนต่างเพื่อรับยอดออกไป เมื่อลูกค้าชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยจะดำเนินการโอนยอดเงินเข้าบัญชีภายใน 15 นาที โดยให้โอนเงินค่าธรรมเนียมไปที่ชื่อบัญชีนายสุทัศน์ นาคเฉลิม ธนาคาร GSB-ออมสิน เลขบัญชี 020475033674 โดยให้ระบุบันทึกช่วยจำไว้ด้วยว่า “Pay the SET fee” เพื่อเป็นหลักฐานยื่นตลาดหลักทรัพย์/กลต. เท่านั้น บริษัทคืนค่าธรรมเนียมให้ทั้งหมด
ซึ่งระหว่างนั้นภรรยาตนยังไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงพอ จึงได้บอกกลับไปว่าขอหาเงินก่อน จนสามารถหาเงินได้มาครบตามจำนวนค่าธรรมเนียมที่ถูกเรียกเก็บแล้ว จึงได้โอนเงินไป แต่แล้วเมื่อโอนเงินไปทางฝ่ายมิจฉาชีพได้อ้างว่า ขณะนี้ยอดเงินไม่สามารถสั่งจ่ายได้ ลูกค้าต้องทำรายการรับรหัส ACH ปลดล็อกเพื่อยอดสั่งจ่าย เนื่องจากลูกค้าทำรายการผิดพลาดในส่วนของการแก้ไขบันทึกช่วยจำ Pay the SET fee ซึ่งการชำระผิดในครั้งแรกทำให้ยอดสั่งจ่ายเพิ่มขึ้นกว่ายอดเดิม จึงต้อง Rerun รหัสใหม่เพื่อยืนยันรหัสสองชั้นอีกครั้ง
โดยการขอรับรหัส ACH นั้นจะต้องวางเงินมัดจำจำนวน 100,000 บาท พร้อมระบุบันทึกช่วยจำ ขอรับรหัส ACH พร้อมบอกว่ายอดเงินมัดจำนี้จะได้รับคืนหลังประมวลผลเสร็จจะสั่งจ่ายพร้อมกับยอดถอนเงินทั้งหมด ซึ่งภรรยาตนต้องไปหากู้เงินมาโอนจ่ายให้ไปอีก และเมื่อโอนเงินเสร็จแล้วทางฝ่ายมิจฉาชีพยังอ้างอีกว่า เมื่อยืนยันเข้าระบบด้วยรหัส ACH เรียบร้อยแล้ว ต่อไปให้ดำเนินการยืนยันรหัสสองชั้น TFA (Two-Factor Authentication) ต่อด้วยการวางเงินอีก 100,000 บาท เพื่อขอรับรหัส
ภรรยาตนต้องไปหากู้เงินมาอีก และทำรายการโอนเงินไปอีกเมื่อวันที่ 19 พ.ย.68 ซึ่งภรรยาตนเริ่มใจไม่ดีแล้ว เนื่องจากมิจฉาชีพใช้เวลาโต้ตอบไลน์นานขึ้น จากนั้นได้กลับมาอ้างอีกว่า ภรรยาตนเป็นลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเปิดพอร์ตหุ้น วันที่ 31 ต.ค.68 ระบบยังไม่มีประวัติการยืนยันบัญชี/ตัวตน เพื่อเป็นหลักประกันในการรับยอดกับทางบริษัทตลาดหลักทรัพย์ (SET) จำกัด ยอดสั่งจ่ายทั้งสิ้น 910,371.24 บาท เป็นเงินจำนวนสูงจำเป็นต้องยืนยันบัญชี/ตัวตนอีก โดยอ้างหลักกฏหมายการเงินป้องกันการฟอกเงิน โดยต้องวางเงินประกันอีก 80,000 บาท
โดยที่ภรรยาตนต้องไปกู้เงินดอกเบี้ยร้อยละ 10 บาทมาจ่ายให้อีกในวันที่ 24 พ.ย.68 แต่ก็ยังถูกมิจฉาชีพหลอกลวงต่อไปอีกว่าลูกค้าได้ยืนยันบัญชีสำเร็จแล้วแต่ยังต้องยืนยันตัวตนเป็นรายการสุดท้ายด้วยเงินอีกจำนวน 80,000 บาท ซึ่งการยืนยันทั้ง 2 รายการจะได้เงินคืนรวม หลังดำเนินรายการยอดเงินทั้งหมดจะได้รับ 1,070,371.24 บาทภายใน 15 นาที และเมื่อหาเงินมาโอนได้อีก มิจฉาชีพได้ตอบกลับมาอีกว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบการยืนยัน บัญชี/ตัวตน ได้เพราะในใบสลิปไม่ได้บันทึกใส่ชื่อยูสเซอร์ลงไปในบันทึกด้วย
ทั้งยังอ้างว่า เนื่องจากกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ใช้ระบบ AI Text Classifier ในการตรวจสอบ หากบันทึกช่วยจำไม่ตรงตามที่บริษัทแจ้งไว้ระบบจะประมวลผลนำยอดเงินฝากเข้าพอร์ตลูกค้าโดยอัตโนมัติ และให้ทำการโอนเงินเข้าไปดำเนินใหม่อีกรายการละ 80,000 บาท พร้อมบันทึกช่วยจำใส่ชื่อในการยืนยันบัญชี และยืนยันตัวตนให้ถูกต้อง วันที่ 28 พ.ย.68 ภรรยาได้โอนเงินไปอีกจำนวน 8 หมื่นบาทรวม 2 ครั้ง
จากนั้นมิจฉาชีพยังอ้างเกี่ยวกับนโยบายบริษัท และ สนง.ป้องกันการฟอกเงิน และความผิดเกี่ยวกับด้านการเงิน เช่น บัญชีม้า ฯลฯ ที่ต้องแสดงตัวตนตำแหน่ง IP จึงต้องขอรับรหัส OTP เข้าระบบเพื่อสั่งจ่ายโดยคิดค่ารับข้อความเข้าระบบเป็น SMS ตัวเลข 6 ตัวตัวละ 1 หมื่นบาทเป็นเงินจำนวน 6 หมื่นบาท วันที่ 29 พ.ย.68 ได้โอนเงินไปอีก 6 หมื่นบาท มิจฉาชีพยังเรียกเงินค่าวงเงินดำเนินการคีย์รหัส OTP อีก 6 หมื่นบาท จึงได้โอนไปอีก 6 หมื่นบาท จนมียอดเงินรอสั่งจ่ายตามอ้างมากถึง 1,410371.24 บาท
จากนั้นมิจฉาชีพยังได้นำเงื่อนไขเดิมกลับมาเล่นแง่ซ้ำอีก โดยอ้างว่าลูกค้าทำรายการผิดพลาดในส่วนของบันทึกช่วยจำ ที่ดำเนินการผิดพลาดตั้งแต่ครั้งแรกจึงต้อง Rerun รหัสใหม่เพื่อปลดล็อกอีกครั้ง โดยต้องไปเริ่มต้นตั้งแต่ การขอรับรหัส ACH ที่ต้องวางเงินมัดจำเพื่อรับรหัสจำนวน 100,000 บาท พร้อมระบุบันทึกช่วยจำ ACH3 แม้ว่าภรรยาตนเองจะเริ่มรู้แล้วว่ามันไม่จบและยากที่จะหาเงินมาโอนให้เพิ่มเติมอีก แต่ก็ยังดิ้นรนไปนำเอาเงินที่เก็บไว้ให้ลูกๆ จำนวน 2 คนจำนวน 5 แสนบาท รวมกับการนำทองคำไปขายอีก 4 แสนบาท และเงินจากผู้เป็นบิดามารดาอีก 4 แสนบาท และเงินยืมจากญาติๆ ใน จ.จันทบุรี มาโอนให้แก่แก๊งมิจฉาชีพ เพื่อนำเงินมาปลดล็อกใหม่ทั้งกระบวนการอีกรอบ จนครบตามขั้นตอนที่แก๊งตุ๋นกำหนดมาอีกครั้ง
จนทำให้ยอดเงินเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1,510,371.24 บาท และนำมาเป็นแง่ อ้างเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกว่ายอดทั้งหมดเป็นเงินยอดรับที่สูงมาก ซึ่งเป็นบัญชีส่วนบุคคลจึงจำเป็นต้องแบ่งจ่ายเป็น 2 ยอดไม่เกิน 1 ล้านบาทฉนั้นลูกค้าต้องมีอีก 1 บัญชี และเมื่อนำบัญชีใหม่จากอีก 1 ธนาคารส่งไปให้แก่หลักทรัพย์เทียม ภรรยาตนยังได้ถูกแก๊งตุ๋นนำเงื่อนไขการยืนยันบัญชีใหม่เข้ามาล่อลวงให้โอนเงินไปตามขั้นตอนตามที่สแกมเมอร์กำหนดมาให้โอนเงินเพื่อดำเนินการทำซ้ำตามขั้นตอนแบบเดียวกับเงื่อนไขที่ถูกนำมาใช้ในบัญชีแรกอีกเช่นเดิม
หลังจากมียอดเงินเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึง 1,650,371.24 แก๊งคนร้าย ยังได้นำข้ออ้างและเงื่อนไขว่าเข้าข่ายต้องรายงานต่อ ปปช. จากบัญชีส่วนบุคคลที่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติตามกฎหมายฟอกเงิน โดยให้ประกันวงเงินตามมาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปปง.-ธปท.) ที่ 10% เป็นเงิน 165,037 บาท นางปาลิตา ก็ยังคงหาเงินโอนไปตามกระบวนที่ถูกหลอกล่อ จนมีวงเงินสูงถึง 1,980,445.24 บาท กลุ่มคนร้ายยังมีเงื่อนไขล่อลวงต่อไปเกี่ยวกับทางด้านภาษีที่อ้างว่าต้องแสดงหลักฐานในการยื่นชำระภาษีให้กับทางตลาดหลักทรัพย์
เพื่อเป็นหลักฐานในช่วงที่ต้องยื่นตรวจสอบก่อนการรับเงินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในอัตราร้อยละ 7% และกว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอกโอนเงินไปอย่างไม่มีวันจบสิ้นก็หมดเงินไปถึงเกือบ 2 ล้านบาทแล้ว โดยเงินที่ถูกลวงไปไม่เว้นแม้แต่สลากออมสินที่ซื้อเก็บไว้ให้ลูกก็ยังถูกนำไปขาย รวมมูลค่าเงินสด 1,100,000 เงินกู้สินเชื่อส่วนบุคคลอีก 3 แสนบาทเศษ บัตรเครดิตที่กดเงินสดมารวบรวมอีก 3 แสนบาท
โดยข้อมูลทั้งหมดตนยินดีที่จะเปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้คนในสังคม และเดือนสติให้แก่ผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อได้รู้จักการยับยั้งชั่งใจ และรับรู้ถึงความผิดปกติ ได้เกิดความเอ๊ะขึ้นในใจต่อกระบวนการและข้อมูลคำล่อลวงต่างๆ ที่เข้ามา ตัวอย่างเช่นการพบทนายก็ต้องพบตัวตนได้เห็นหน้า การพบเจ้าหน้าที่ DSI ก็ต้องมีตัวตนเข้าถึงหน่วยงานที่ชัดเจน และควรปรึกษาหารือกับคนใกล้ชิดหรือคนรอบข้างก่อนการตัดสินใจทำธุรกรรมอะไร แต่ภรรยาตนนั้นไม่ได้พูดคุยหรือบอกกล่าวให้ได้ทราบมาก่อนเลย
โดยเงินตามจำนวนที่สูญเสียไปประมาณ 1,980,445.24 บาทนั้น สามารถตรวจสอบจากสลิปการโอนได้เพียงบางส่วน ตามที่ผู้เสียชีวิตได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.บางคล้า เพียง 1.2 ล้านบาทเศษ ส่วนที่เหลือนั้นไม่ทราบเพราะนางปาลิตา ได้เสียชีวิตไปแล้ว จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันกำจัดกลุ่มพวกที่หลอกลวงหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดสิ้น เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นกับครอบครัวของใครอีก ขอให้มองครอบครัวตนเป็นอุทาหรณ์ ที่ต้องกลายเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ต้องดูแลบุตรชายวัย 16 ปี และบุตรสาววัย 10 ขวบ ที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลือต่อทางครอบครัวของตนบ้าง เพื่อให้สามารถเดินได้ต่อไป โดยยังมีข้อสงสัยว่าบัญชีม้าที่มีชื่อบริษัทห้างหุ้นส่วน และองค์กรทนายความเข้ามาเกี่ยวข้องเปิดบัญชีด้วยนั้น เขาเข้ามาเปิดได้อย่างไรในธนาคาร และหลังเกิดเหตุภรรยาตนเคยกดโทรศัพท์แจ้งร้องทุกข์ไปยังหมายเลข 1441 ศูนย์ AOC หรือศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ แต่ไม่มีความคืบหน้า โดยทาง 1441 ได้ให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.ท้องที่เกิดเหตุ
ขณะที่ สภ.แปลงยาว พื้นที่ตั้งที่ทำงานของภรรยาใน ต.หัวสำโรง นั้นได้ปฏิเสธการรับแจ้งความร้องทุกข์เช่นเดียวกันโดยอ้างว่า “คุณต้องมีหลักฐานรวบรวมมามากกว่านี้ จึงจะแจ้งความได้” ทั้งที่ขณะโอนเงินไปยังแก๊งต้มตุ๋นนั้น ได้กระทำในท้องที่ สภ.แปลงยาว โดยได้หลบจากเพื่อนที่ทำงาน และตีตัวออกห่างมาทำรายการในรถยนต์ส่วนบุคคล และทำตามที่คนร้ายบอกไม่ให้บอกให้ใครได้รู้
เวลานี้ทั้งบุตรชายวัย 16 ปี และบุตรสาววัย 10 ขวบ เหมือนขาดเสาหลักในครอบครัว เพราะปัจจุบันรายได้หลักมาจากทางฝ่ายภรรยา เนื่องจากธุรกิจเปิดร้านขายเสื้อผ้าในตลาดนั้นค้าขายได้ไม่ดี อีกทั้งตนยังป่วยด้วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่ต้องเดินทางเข้าไปทำการรักษายังใน กทม.บ่อยครั้ง จึงยังไม่รู้ว่าอนาคตของลูกๆ ทั้ง 2 คนจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะเขายังอยู่ในวัยที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองหรือยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้

