จากกรณีนายเอก (นามสมมุติ) อายุ 52 ปี ชาวสมุทรปราการ อาชีพรับเหมาระบบไฟ พา ด.ช.บอย (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ลูกชายเข้าร้องทุกข์ต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ โดยนายเอกขอความช่วยเหลือว่า ลูกที่ตนเลี้ยงมา 14 ปี เสมือนลูกแท้ๆ กลับไม่ใช่ลูกตนเอง หลังตรวจพบเอกสารสูจิบัตรตัวจริงที่ภรรยาปกปิดไว้ในตู้กุญแจอย่างแน่นหนาขณะจะพาลูกไปทำบัตรประชาชน โดยชื่อผู้ให้กำเนิดไม่ใช่ชื่อตนเองและชื่อภรรยา แต่ชื่อผู้ให้กำเนิดมีภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.นาตาล อ.เต่างอย จ.สกลนคร จึงปรึกษากันเพื่อหาทางออกขอพบผู้ให้กำเนิดที่แท้จริง หวังขอความอนุเคราะห์ขอ ด.ช.บอย เป็นบุตรบุญธรรม จึงประสานมายังนายพูลสุข ทะแพงพันธ์ นายอำเภอเต่างอย ออกติดตาม จนพบนางสมจิตร์ สมบูรณ์ทรัพย์ และนายเสงี่ยม ยะพลหา ผู้ให้กำเนิด ด.ช.บอยที่แท้จริง ยืนยันมีผู้หญิงชาว จ.ภูเก็ต มาขอลูกชายไปตั้งแต่ปี 2545
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ที่ว่าการอำเภอเต่างอย จ.สกลนคร นางสมจิตร์ สมบูรณ์ทรัพย์ และนายเสงี่ยม ยะพลหา ได้มานั่งคอยหวังพบหน้าลูกชายของตนที่จากอ้อมอกไปตั้งแต่อายุ 2 เดือน โดยระบุว่า ตนทำงานก่อสร้างที่ จ.ภูเก็ต เมื่อปี 2545 ได้คลอดบุตรชายเป็นคนที่ 2 ออกมา จากนั้นมีหญิงคนหนึ่งได้มาเฝ้าเอาลูกชายเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งไม่รู้ว่าทราบได้อย่างไรว่าตนมีบุตรชาย โดยบอกว่าจะขอไปเลี้ยง ประกอบกับขณะนั้นตนยากจนอย่างมาก สามีทำงานคนเดียว เงินเดือนแต่ละเดือนเหลือเดือนละ 2 บาท ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อนมลูกจึงจำใจมอบบุตรชายของตนให้ผู้หญิงคนนั้นไป จากนั้นก็ไม่ทราบอีกเลยว่าลูกไปอยู่ที่ไหน กระทั่งทราบจากนายอำเภอเต่างอยว่า ทางมูลนิธิปวีณาฯพร้อมบุตรชาย และพ่อเลี้ยง จะเดินทางมาที่ว่าการอำเภอเต่างอย ตนจึงรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่จะได้พบหน้าลูกชายเป็นครั้งแรก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั่งรอที่ห้องทะเบียนราษฎร์ไม่นาน นางปวีณาได้เดินทางมาถึงพร้อมด้วย ด.ช.บอย เมื่อนางสมจิตร์และนายเสงี่ยม ได้เห็นหน้าลูกชายครั้งแรก ถึงกับโผเข้าไปกอด ด.ช.บอย พร้อมร่ำไห้อย่างดีใจ ก่อนจะเข้าไปนั่งพูดคุยรายละเอียดที่ห้องรับแขก โดยมีนายอำเภอเต่างอย คอยอำนวยความสะดวก พร้อมนำเอกสารสูจิบัตรตัวจริงของ ด.ช.บอย ไปยังห้องถ่ายบัตรประชาชน เพื่อถ่ายบัตรประชาชนเป็นครั้งแรก โดยมี นางสมจิตร์ มารดาตัวจริงเซ็นเอกสารรับรองก่อนออกบัตรประชาชนให้ หลังจากนั้นมีการร่างหนังสือให้นางสมจิตร์ และนายเสงี่ยม เซ็นรับทราบเพื่อมอบ ด.ช.บอย เป็นบุตรบุญธรรมให้กับนายเอกรับเลี้ยงต่อไป ซึ่งทุกฝ่ายตกลงกันด้วยดีโดยมีสักขีพยานทั้ง 3 ฝ่าย รวมถึงสื่อมวลชน
นางปวีณากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอีอดอ่อน ตนเข้าใจทุกฝ่าย ทำอย่างไรจะให้จบด้วยดี สาเหตุแรกเริ่มที่ภรรยาของนายเอก ได้ไปขอลูกกับนาง สมจิตร์ ชาว จ.สกลนคร แม้อาจจะดูเป็นเรื่องที่ผิดแต่ไม่อยากให้โทษใคร เพราะสิ่งที่ห่วงที่สุดก็คือ ด.ช.บอย จะต้องได้รับการศึกษาต่อและได้รับสิทธิสวัสดิการต่างๆ อีกทั้ง ด.ช.บอย ถูกเลี้ยงมา 14 ปี ความผูกพันต่างๆ ก็จะอยู่กับครอบครัวนายเอก ดังนั้น การดำเนินการต่างๆ วันนี้ ก็เพื่อให้จบลงด้วยดีให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีการปรึกษาพ่อแม่ตัวจริงแล้ว พร้อมยินยอมจะยกบุตรให้กับนายเอกไปเลี้ยงดูตามเจตนาที่ตั้งใจไว้ แม้ว่าจะรู้ความจริงว่าไม่ใช่ลูกของตนเอง แต่นายเอกก็ยืนยันว่ายังรักและจะดูแลเหมือนเดิมที่เคยดูแล ด.ช.บอย มาตลอดเวลา 14 ปี
นายเอกกล่าวว่า ภรรยาตนเป็นชาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ตนทำงานต่างจังหวัดประจำ ออกพื้นที่เป็นเดือน นานๆ ครั้งจะกลับบ้าน วันหนึ่งภรรยา บอกว่าตั้งท้องขอกลับบ้านไปอยู่ที่บ้านเกิดจะได้มีคนดูแล ตนส่งเงินไปดูแลอยู่เสมอ กระทั่งโทรมาบอกว่าคลอดลูกแล้วพอจะไปรับที่บ้านก็ได้รับการปฏิเสธแต่ให้ไปรับที่ห้องแถวแห่งหนึ่ง ซึ่งตนแปลกใจอยู่แต่พอเห็นหน้าลูกเลยไม่คิดอะไรมาก การเข้าโรงเรียนต่างๆ ภรรยาจัดการหมดกระทั่งมาทราบเรื่อง หวั่นว่าภรรยาจะขโมยลูกคนอื่นมา จึงขอเข้าพบนางปวีณา หงสกุล จนพบทางออกและจบลงด้วยดี ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยดำเนินการเรื่องนี้ให้กับตน ขอขอบพระคุณเป็นอย่างมาก ตอนนี้ครอบครัวทั้ง 2 ก็เปรียบเสมือนญาติพี่น้องกัน สามารถติดต่อไปหาหาสู่กันได้

