ผอ.สน.ศิลปากรที่ 10 เผย กู่ปราสาทหินทราย ตัวปราสาทอยู่ไทย ต้องเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย
จากกรณีที่มีการขุดพบ “กู่ปราสาทหินทราย” กลางหมู่บ้านจัดสรร ในพื้นที่หมู่ 2 ต.บ้านใหม่ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา ซึ่งจุดที่ค้นพบเป็นที่ดินส่วนบุคคล มีสภาพเป็นป่ารกร้าง เต็มไปด้วยหนามและวัชพืช เจ้าของที่ดินมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ ต่อเนื่องไปจนถึงแนวทางรถไฟ จึงได้นำเครื่องจักรเข้าปรับพื้นที่ กระทั่งพบก้อนหินจำนวนมากกระจายอยู่ใต้ดินจึงนำขึ้นมาวางรวมไว้ด้านบน พร้อมกับระงับการดำเนินการทันที
พร้อมกับทำหนังสือถึงกรมศิลปากร เพื่อขอให้เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เข้าดำเนินการสำรวจทางโบราณคดี เบื้องต้นสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 หรือประมาณ 800-1,000 ปีมาแล้ว ซึ่งหลังจากมีการเผยแพร่ข่าวการขุดพบกู่ปราสาทหินทรายโบราณ (บุถ้ำ) แห่งนี้ ก็กลายเป็นประเด็นให้ชาวเน็ตเขมรออกมาเรียกร้องอีกครั้ง โดยกล่าวอ้างถึงกรรมสิทธิ์เหนือปราสาทขอมโบราณแห่งนี้
อ่านข่าว
- ขุดเจอปราสาทขอมโบราณ คาดอายุนับพันปีกลางเมืองโคราช สน.ศิลปากรที่ 10 เร่งเข้าตรวจสอบ
- สน.ศิลปากรที่ 10 ย้าย ฐานรูปเคารพหินทราย ที่พบจากกู่ปราสาทหินทราย ไปเก็บรักษา
เมื่อวันที่ 29 เมษายน นายสมเดช ลีลามโนธรรม ผอ.สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า โบราณสถานแห่งนี้ ทางสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ได้เคยสำรวจไว้นานแล้ว ซึ่งได้มีข้อมูลรายงานการสำรวจบันทึกเอาไว้ และเมื่อมีการขุดพบในตอนหลัง เมื่อเข้าไปใช้พื้นที่ตรวจสอบเพื่อความชัดเจน ผลจากการขุดตรวจในจุดที่ดำเนินการไปแล้ว ก็เห็นหลักฐานของตัวอาคาร ซึ่งน่าจะเป็นส่วนฐานของส่วนที่เป็นปราสาทประธาน

นายสมเดชกล่าวต่อว่า ฐานที่ตรวจพบทำด้วยหินทราย ส่วนตัวปราสาทก่อด้วยอิฐ แต่ว่าส่วนปราสาทที่ก่อด้วยอิฐได้พังทลายไปแล้ว เห็นได้จากหลักฐานการขุดตรวจจะมีเศษอิฐกระจัดกระจาย ถือว่าเป็นโบราณสถานที่ระบุให้รู้ว่า ในพื้นที่บริเวณดังกล่าวนี้ มีคนอาศัยอยู่เป็นชุมชนมานานเป็นพันปีแล้ว และจากการกำหนดอายุในเบื้องต้นจากหลักฐานที่พบ กำหนดอายุอย่างกว้างๆ ได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 ถึง 18 หรือประมาณ 800 ถึง 1,000 ปีมาแล้ว
ส่วนกรณีกระแสชาวกัมพูชาจะมาเคลมปราสาทแห่งนี้ นายสมเดชกล่าวว่า ข้อเท็จจริงก็เห็นอยู่แล้วว่าตัวโบราณสถานอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย ก็เป็นเรื่องราวของชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของประเทศไทย ก็ย่อมจะต้องเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยอยู่แล้ว ซึ่งต่อไปทางสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา มีแผนที่จะศึกษาและดำเนินการบูรณะอนุรักษ์ต่อไป ส่วนจะดำเนินการแต่ละขั้นตอนอย่างไรนั้น จะต้องหารือพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลงรายละเอียดดำเนินการที่ชัดเจนกันอีกครั้ง


