‘วันนอร์’ หนุนนโยบายแก้ไฟใต้ เห็นด้วยตั้งอดีตข่าวกรองนั่งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข ย้ำต้องตกผลึก-คุมสถานการณ์สงบก่อนขึ้นโต๊ะเจรจา
เมื่อวันที่ 29 เมษายน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายหลังจากประชุมใหญ่ประจำปีของพรรคประชาชาติ ที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 26 เมษายน ในกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งเป็น ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) โดยเน้นภารกิจหลักในการดูแลความสงบสุขและพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายอนุทิน ให้สามารถสั่งการว่าเรื่องการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้นั้น ตนถือว่าการที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายผมเป็นประธานที่ปรึกษา ถือเป็นการให้เกียรติ แต่ไม่ได้มีอำนาจในการสั่งการได้โดยตรง นอกจากมีสิ่งใดที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจจะสั่งการ ตนก็มีหน้าที่เตรียมข้อมูลประกอบการพิจารณาให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งเอง แต่นายกฯให้ความไว้ใจ ตนมีหน้าที่ติดตามงาน ดูสถานการณ์ หรืออะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและการแก้ปัญหาภาคใต้ พร้อมรายงานให้รัฐมนตรีพิจารณา และดำเนินการแก้ไข คิดว่าหน่วยงานต่างๆให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหานี้
“เนื่องจาก ผมเกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ และทำงานในพื้นที่มานาน ก็อาจมองเห็นปัญหามากกว่าคนอื่น สิ่งที่ดีที่สุด คือ ต้องยึดแนวทางการแก้ปัญหาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 จังหวัดนี้ คือหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” แต่ส่วนใหญ่ที่มันติดขัดกัน เพราะบางคนมาเพียง 3 วัน มาเพียง 3 เดือน ก็คิดว่ารู้แล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้เข้าถึงอะไรเลย จึงเป็นไปได้ที่จะเกิดความผิดพลาด คำว่า “เข้าใจ” ในที่นี้ ไม่ใช่เพียงเฉพาะเนื้อหา แต่ต้องเข้าใจถึงวัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพูดก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการที่จะเข้าใจปัญหา เมื่อเข้าใจปัญหาแล้ว จึงจะแก้ปัญหาได้
สำหรับคณะทำงาน ผมเชื่อว่าถ้ายึดตามหลักดังกล่าว ก็สามารถแก้ปัญหาได้ครับส่วนที่เห็นว่าทางรัฐบาลมีการจะฟื้น ครม.ส่วนหน้า ถามว่าผมมีส่วนตั้งคนหรือมองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง จริงๆ อันนี้ต้องดูอีกครั้งหนึ่ง จริงๆแล้วการทำงาน มีทั้งเรื่องของความมั่นคง ซึ่งกองทัพ ขณะนี้กอ.รมน. แม่ทัพภาคที่ 4 และเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเรื่องนี้อยู่ แต่อีกด้านหนึ่ง คือ เรื่องการพัฒนา เรื่องการศึกษา เรื่องศาสนา เศรษฐกิจ มีหน่วยงานสำคัญคือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ถ้าท่านนายกฯมอบหมายให้ศอ.บต. ดูแลเรื่องการศึกษา อย่างที่พูดเรื่องการศึกษา ปอเนาะ ตาดีกา อะไรต่างๆ ให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ามามีส่วนในการดูแล สนับสนุน ส่งเสริม หรือแก้ไขปัญหานี้ โดยให้ ศอ.บต. เป็นตัวเชื่อม ก็คิดว่าน่าจะแก้ปัญหาได้ดี
ส่วนเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่ซบเซา การท่องเที่ยว และการลงทุน คิดว่าศอ.บต. น่าจะช่วยได้มาก ส่วนเรื่องความมั่นคง ในวันนั้นมีประชุมกันหลายฝ่ายที่ค่ายสิรินธร ซึ่งมีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานสมาชิกวุฒิสภา เข้ามาประชุมด้วยท่านได้กล่าวไว้ดีมากว่า ปัญหาภาคใต้นั้นต้องดูให้ดีๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่จะไปกระทบกับศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อของชาวบ้าน ต้องทำด้วยความรอบคอบ และมอบให้ผู้ที่ทำหน้าที่โดยตรง หมายความว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่ควรเข้าไปยุ่งมากนัก ควรเน้นดูแลเรื่องความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย ส่วนเรื่องการศึกษา ควรให้ ศอ.บต. หรือฝ่ายที่ทำการศึกษาเข้าไปดูแลจัดการจะดีกว่า
ผมคิดว่าท่านพูดได้ดี และเป็นการถอดบทเรียนว่า ทุกอย่างไม่มีใครรู้หมด อาจจะมีเจตนาดี แต่การสื่อสารอาจไม่ตรงประเด็น ก็อาจเกิดผลไม่ดีได้ ผมเชื่อว่าทุกคนที่เป็นคนไทย ย่อมต้องการทำให้บ้านเมืองดี มีความสงบ ต้องแสวงหาความร่วมมือให้ได้ และต้องยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” อย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระราชดำริเอาไว้
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่อง การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเจรจาคนใหม่ โดยมีทีมงานเป็นคณะเจรจาที่จะพูดคุยกับผู้เห็นต่าง โดยให้มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกนั้น ถึงขณะนี้นยังไม่ได้พูดคุยกับหัวหน้าคณะฯคนใหม่ แต่เห็นด้วยที่รัฐบาลแต่งตั้งคนใหม่ ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ไม่ได้เอาเฉพาะนายทหารอย่างเดียว ตนคิดว่าหัวหน้าคณะพูดคุยทำงานในทุกด้าน มีทั้งข้อมูลข่าวสาร ฝ่ายต่างประเทศ ข้อมูลด้านความมั่นคง มีประสบการณ์ ไปต่างประเทศ รวมถึงความคิดของผู้เห็นต่าง เรื่องของกฎหมาย การไปคุยก็ควรต้องคุยด้วยข้อมูลรอบด้าน และมีการข่าวที่ดี ถือว่ามีความเหมาะสมที่ตั้งคนนี้
“เมื่อถึงโต๊ะเจรจา ควรต้องทำประเด็นการพูดคุยให้ตกผลึกเสียก่อนว่าจะคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างอย่างไร และจะมีข้อเสนออะไรบ้าง ผมเห็นด้วยที่การพูดคุยต้องอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญของไทย เพราะในกรอบรัฐธรรมนูญของไทยมีหลายอย่างที่เราสามารถทำได้ เช่น เรื่องของการมีส่วนร่วม เรื่องเศรษฐกิจ หรือความเป็นท้องถิ่น ก็คุยได้ ซึ่งมันอยู่ในกรอบที่สามารถทำได้ ทั้งสองฝ่ายต้องคุยกันแบบจริงใจ และมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสันติสุข ทั้งสองฝ่ายจึงจะสามารถพาประเทศให้ก้าวหน้าไปข้างหน้าได้ เพราะส่วนใหญ่ที่ผมเห็น ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ หรือที่ไหนก็ตาม ทุกประเทศก่อนที่จะทำให้สงบได้นั้น จะต้องทำให้มีความคิดเห็นตรงกัน และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ทำได้ก่อน
อย่างที่ 2. การเจรจาจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง และ 3. และสำคัญที่สุด คือ การจะเจรจาหรือทำอะไรก็ตาม ต้องทำให้ประชาชนเกิดความสงบก่อน ตราบใดที่ยังไม่สงบ ยังมีระเบิด มีเหตุความรุนแรง ยังยิงกันอยู่ ถ้ายังคงมีความรุนแรง คนลงทุนก็จะไม่มา นักท่องเที่ยวก็ไม่มา เศรษฐกิจจะลดลง ข้าราชการดีๆที่จะมาทำงานก็ไม่มา ฉะนั้นการพูดคุยต้องมีข้อตกลงที่อยู่ภายใต้ข้อกฎหมาย จึงจะดีที่สุด และต้องมีความต่อเนื่อง เราก็ต้องเห็นใจเหมือนกัน เพราะรัฐบาลเปลี่ยนบ่อย ทำให้ไม่เกิดความต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุดข้อสุดท้าย คือ ทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือกัน ถอยกันคนละก้าว มีความจริงใจต่อกัน สิ่งที่ขอไว้ ต้องให้เกิดขึ้นด้วย ไม่ใช่อยากได้ทั้งหมด แต่ต้องได้บ้าง เสียบ้าง เพื่อความสงบสุข เป้าหมาย คือ เพื่อประชาชน”
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กล่าวว่า ส่วนกรณีคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาตินั้น เรื่องคดีนี้เป็นสิ่งสำคัญ โดยภาพรวมต้องทำเรื่องนี้ให้เกิดความยุติธรรมให้ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปเฝ้ามองอยู่ ส.ส.ยังถูกกระทำ ถูกลอบสังหารได้ ซึ่งเขาเป็นนักการเมืองที่ดีคนหนึ่ง ไม่มีธุรกิจส่วนตัว ไม่ค้าขาย ไม่มีเรื่องไม่ดี พูดจาอยู่ภายใต้กฎหมาย เพราะเป็นนักกฎหมาย เป็นอดีตทนายความ ยังมีตำแหน่งเป็นอดีตประธานกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เขาพูดและทำงานอยู่ภายใต้กฎหมาย แต่กลับถูกลอบยิง ดีที่พระเจ้าคุ้มครอง เขาไม่เป็นอะไร แต่ก็เสียใจ เพราะคนขับรถและตำรวจต้องบาดเจ็บ พิการ และยังอยู่ในการรักษารวมถึงคนติดตามด้วย
“การกระทำแบบนี้เป็นเรื่องป่าเถื่อน เป็นการใช้อำนาจมืด และเป็นความเหิมเกริม ถ้าไม่ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง ประชาชนจะรู้สึกไม่ดี การต่อสู้เรื่องนี้ต้องทำให้ถึงที่สุด ทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้ ขณะนี้แม้จะจับผู้กระทำผิดที่ลงมือปฏิบัติทั้ง 5 คนได้แล้ว ได้รถ ปืน หลักฐานพร้อมหมด คนที่ถูกจับให้การรับสารภาพว่าเป็นคนยิงจริง ผลของการยิงจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่สิ่งสำคัญที่ยังไม่ได้ คือ คนบงการ เรื่องนี้เราเชื่อชัดเจนว่ามีผู้จ้างวาน มีผู้บงการ และใช้เงินเยอะ และ ส.ส.กมลศักดิ์ ก็ไม่รู้จักคนที่ลงมือปฏิบัติการแม้แต่คนเดียว ที่ออกมาพูดกับนักข่าวว่าไม่ชอบกัน หรือให้การต่างๆนั้น ไม่สามารถเชื่อได้เลย เป็นการพูดอ้างมั่วๆ เพื่อไม่ให้สาวถึงตัวผู้บงการเท่านั้น และโยนให้นายสมพรคนเดียว เพราะรู้ว่าสมพรไม่น่าเอ่ยปากอะไร เพราะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน คิดว่าไม่มีการซัดทอดถึงผู้บงการแน่นอน
ฉะนั้น เรื่องนี้ต้องดำเนินการให้ถึงผู้บงการให้ได้ เรื่องจึงจะยุติได้ ไม่เช่นนั้นก็จะมีการยิงแบบนี้ต่อไปอีก จะกลายเป็นว่ายิงแล้วมีเงิน ก็ทำได้ เชื่อว่าขณะนี้ได้หลักฐานและพยานแวดล้อมที่เป็นประจักษ์แล้ว และสามารถบอกได้ว่าใครเกี่ยวข้องกับใคร สามารถไปถึงได้ เชื่อว่า พวกเราไม่ได้อาฆาตมาดร้ายอะไร แต่ต้องการให้เห็นว่าองค์กรกระบวนการยุติธรรมต้องเดินได้เต็มที่ ต้องทำให้เห็นว่า “ธรรมะย่อมชนะอธรรม”
เราไม่ต้องการให้ใครเหิมเกริม ทุกวันนี้บางคนไม่กลัวฟ้าดิน ไม่กลัวบาป ไม่กลัวพระเจ้า ไม่กลัวอะไรแล้ว คิดแค่ว่าถ้ามีเงิน มีอำนาจ ก็ทำได้ แต่บังเอิญวัฒนธรรมคนบ้านเราเดี๋ยวนี้ กลับไปเห็นดีเห็นงามกับผู้มีอิทธิพลและผู้มีเงิน กลับไปยกย่องกัน ซึ่งแบบนี้จะทำให้สังคมเบี่ยงเบนไปด้วย” ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าว



