กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดยกองร้อยหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2108 ร่วมกับตำรวจกองปราบปราม จับหนุ่มชาวลาว ขณะพายเรือขนยาไอซ์จำนวน 8 กระสอบ ประมาณ 249 กิโลกรัม เข้าเทียบริมแม่น้ำโขง จนท.ตั้งข้อหาหนักลักลอบนำยาเสพติดเข้าราชอาณาจักรไทย โทษสูงสุดประหารชีวิต เพื่อไม่ให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง
จากกรณีคลิปเจ้าหน้าที่ทหารพรานกองร้อยที่ 2108 ร่วมกับตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 3 กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม เข้าจับกุม ท้าวต๋อม สะแสงบง อายุ 24 ปี ราษฎรบ้านโดน เมืองปากซัน แขวงบลิคำไซ สปป.ลาว ขณะลำเลียงกระสอบสีดำ ขึ้นมาจากเรือหางยาว วางไว้บริเวณริมแม่น้ำโขงปากห้วยบังบาตร พื้นที่บ้านภูสวาท หมู่ที่ 6 ต.หนองเดิ่น อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ ส่วนเพื่ออีก 2 คนกระโดดลงน้ำโขงหลบหนีไปได้ เมื่อตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบวัตถุต้องสงสัยห่อด้วยถุงพลาสติกสีดำ จำนวน 8 กระสอบ ตกอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อเปิดดูพบเป็นยาไอซ์ ประมาณ 249 ห่อ จนท.ได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดพร้อมผู้ต้องหา มาสอบสวนที่กองร้อย.ฉก.ทพ.2108 เพื่อทำการตรวจนับอย่างละเอียด


ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก จนท.ทหารพรานที่ 2108 ได้รับแจ้งจากสายลับ ว่า กลุ่มเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดคนลาวท้าวไซพร (ไม่ทราบนามสกุล) ราษฎรบ้านโดน เมืองปากซัน แขวงบลิคำไซ สปป.ลาว จะทำการลักลอบลำเลียงยาเสพติดให้โทษจำนวนมาก เข้ามาในพื้นที่หมู่บ้านแนวชายแดน ต.ชัยพร อ.เมืองบึงกาฬ และ ต.หนองเดิ่น อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ เพื่อส่งต่อให้กับกลุ่มเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดคนไทย ร.ท.โกวิทย์ วงษ์แสง ผบ.ร้อย ทพ.2108 จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น และสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชป.3 กก.3 บก.ป. ,ตำรวจ สภ.บุ่งคล้า ,ตำรวจ ส.ทล.3 กก.4 บก.ทล. (อุดรธานี) , ตำรวจน้ำ ส.รน.4 กก.11 บก.รน. , เจ้าหน้าที่ ตม.จว.บึงกาฬ , ตำรวจ 244 , เจ้าหน้าที่ ศขย.ฝขว.ศปก.ทบ.) , และฝ่ายปกครอง อ.บุ่งคล้า ร่วมวางแผนทำการดักซุ่ม/จับกุม
กระทั่งได้ยินเสียงเรือหางยาวแล่นมาจากฝั่งบ้านโดน เมืองปากซัน สปป.ลาว จึงใช้กล้องตรวจการในเวลากลางคืนส่องตรวจการ พบเรือกำลังมุ่งหน้ามาฝั่งประเทศไทย จากนั้นเรือลำดังกล่าวได้ดับเครื่องยนต์บริเวณกลางแม่น้ำโขง พร้อมกับพายเรือมุ่งหน้ามาในทิศทางบริเวณปากห้วยบังบาตร ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดที่เจ้าหน้าที่กำลังดักซุ่มอยู่ เมื่อเรือมาถึงฝั่งพบชายต้องสงสัย จำนวน 3 คนอยู่บนเรือ จนท.จึงเคลื่อตัวเข้าไปประชิด พบชายต้องสงสัย 1 คนกำลังเดินอยู่ใกล้ริมแม่น้ำโขง จึงแสดงตัวขอทำการตรวจค้น แต่ชายต้องสงสัยแสดงอาการมีพิรุธจึงเข้าควบคุมตัวไว้ ทราบชื่อ ท้าวต๋อม สะแสงบง อายุ 24 ปี ราษฎรบ้านโดน เมืองปากซัน แขวงบลิคำไซ สปป.ลาว สอบถามเบื้องต้นท้าวต๋อมฯ อ้างมารับคนลาวเพื่อข้ามกลับไปฝั่ง สปป.ลาว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ และเดินตรวจสอบพื้นที่ใกล้เคียง พบกระสอบถุงพลาสติก สีดำ จำนวน 2 กระสอบ วางอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากจุดควบคุมตัวท้าวต๋อมฯ ประมาณ 20 เมตร ตรวจสอบเบื้องต้นพบเป็นยาไอซ์ บรรจุในกระสอบสีดำดังกล่าว จากนั้นเข้าตรวจสอบบริเวณจุดที่เรือหางยาวจอดอยู่ บริเวณปากห้วยบังบาตร พบชายต้องสงสัยอีก 2 คน นั่งอยู่บนเรือ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ชายทั้ง 2 กระโดดลงจากเรือหางยาวหลบหนีลงไปในแม่น้ำโขง ตรวจค้นภายในเรือหางยาวที่จอดอยู่ พบกระสอบถุงพลาสติกสีดำ จำนวน 6 กระสอบ ตรวจสอบภายในพบยาไอซ์ จำนวนมาก บรรจุอยู่ จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมยึดเรือหางยาวจำนวน 1 ลำ เครื่องยนต์ยี่ห้อฮอนด้า พร้อมหางเสือจำนวน 1 ชุด และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง จึงควบตัวมาสอบสวนขยายผล และนำของกลางมาตรวจนับอย่างละเอียดที่กองร้อยทหารพรานที่ 2108
ท้าวต๋อม ผู้ต้องหาฯ ให้การรับสารภาพว่า ยาไอซ์ของกลางเป็นของตนกับพวกที่หลบหนีจริง โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ตนกับพวกที่หลบหนี ได้รับจ้างขนยาไอซ์จำนวน 4 กระสอบมาส่งให้กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดชาวไทยแล้ว 1 ครั้งได้ค่าจ้างเป็นเงิน 120,000 บาท ครั้งนี้ได้รับงานอีกครั้งโดยจะได้ค่าจ้างเป็นเงินกระสอบละ 30,000 บาท หรือ 240,000 บาท หากส่งของสำเร็จ


ต่อมานายสมหวัง อารีย์เอื้อ รอง.ผวจ.บึงกาฬ / พ.อ.ศิวดล ยาคล้าย รอง ผอ.รมน.จังหวัด / นายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ /พ.ต.อ.ชิษณุพงษ์ พรมมีเดช รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ / พ.อ. ศรณณัฐ นวลมณี ผบ.กรม ทพ.21/ผบ.ฉก.ทพ.21 / พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ ลำพุทธาผกก.สภ.บุ่งคล้า และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมและการตรวจยึดของกลาง
นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รอง.ผวจ.บึงกาฬ กล่าวว่า การจับกุมยาเสพติดในครั้งนี้เป็นความร่วมมือของทุกฝ่ายที่บูรณาการทำงานร่วมกัน จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาและของกลางได้มาก จากการสอบสวนขยายผล ทำให้ทราบถึงขบวนการค้ายาเสพติดทั้งชาวไทย และชาว สปป.ลาว ซึ่งฝั่งประเทศไทยก็สั่งการให้ขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการ ส่วนฝั่ง สปป.ลาว ก็ได้ประสานขอความร่วมมือกับตำรวจทหารของแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ให้เข้าจับกุมขบวนการค้ายา นำตัวมาดำเนินคดีทั้งหมด
สำหรับนายต๋อมฯ ผู้ต้องหาชาวลาว จากข้อมูลของชุดจับกุมเห็นชัดว่าเป็นการลักลอบนำยาเสพติดเข้าราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มีโทษสูงสุดคือ ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 500,000 ถึง 5,000,000 บาท แต่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และให้การเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนขยายผลมาก ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ส่วนขบวนการผู้ค้ายาก็ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


