หน้าแรก ภูมิภาค ชาวประมง ร้อง...

ชาวประมง ร้องรัฐฟังเสียงสะท้อน ‘แลนด์บริดจ์’ หวั่นเสียที่ทำกิน หรือทำได้แค่นั่งดู?

6.05.26 | 15:39 น.

ชาวประมง ถามรัฐตกผลึกข้อดี-เสีย ‘แลนด์บริดจ์’ หรือยัง เมื่อเสียงผู้รับผลกระทบโดยตรงยังถูกเมิน

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม นายไตรฤกษ์ มือสันทัด นายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมชาวประมงปากตะโก อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร เปิดเผยว่า กรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยกเลิกการเดินทางลงมาดูพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์เชื่อม 2 ฝั่งทะเลชุมพร-ระนอง ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 พร้อมทั้งขอให้มีการศึกษาข้อมูลใหม่หมด โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ดูแลนั้น ว่า

ที่ผ่านมาการรับฟังความคิดเห็นจากชาวประมงเรื่องแลนด์บริดจ์ “มีน้อยมาก” สมาคมประมงต่างๆ ไม่เคยได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผลดีผลเสียเลย รัฐบาลอาจคิดว่าสมาคมชาวประมงเป็นสมาคมเล็กๆ เท่านั้น จึงไปให้ความสำคัญกับผู้นำชุมชน พวกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมากกว่า ในฐานะนายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยขอบอกว่า โครงการดังกล่าวจะทำให้ชาวประมงต้องสูญเสียพื้นที่ทำกิน รัฐบาลยังไม่การเปิดเผยเลยว่าความสูญเสียในเรื่องประมงมีมากน้อยเพียงใด

“ในภาพรวมผมเห็นด้วยกับโครงการขนาดใหญ่ที่จะสร้างความเจริญให้พื้นที่ แต่ต้องไม่ลืมว่ามีชาวประมงต้องสูญเสียพื้นที่ทำกิน และรัฐบาลจะทำอย่างไร ทุกคนอยากให้ประเทศชาติมีความเจริญ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องถามว่า รัฐบาลได้ตรวจสอบผลดีผลเสียครบถ้วนแล้วหรือยัง เรื่องนี้คือประเด็นที่หนึ่ง ส่วนประเด็นที่สองก็คือ ในระยะยาวรัฐบาลจะให้ชาวประมงที่ได้รับผลกระทบทำอย่างไร รัฐบาลต้องมีคำตอบให้เขา จริงอยู่ชาวประมงมีส่วนได้เสียในเรื่องพื้นที่ทำกิน แต่ระยะยาวจะให้ชาวประมงนั่งดูแต่ความร่ำรวยของนายทุนเท่านั้น โดยที่ชาวประมงไม่ได้อะไรเลยเช่นนั้นหรือ?” นายไตรฤกษ์กล่าว

นายไตรฤกษ์กล่าวต่อไปว่า หากรัฐบาลทำให้ชาวประมงยอมรับได้ ตนในฐานะนายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยก็ต้องลงไปดูว่าชาวประมงรับได้จริงๆ หรือ อย่าอ้างอิงว่าจะมีเรือประมงได้รับผลกระทบเท่านั้นเท่านี้ แม้แต่เรือแค่ลำเดียวที่ได้รับผลกระทบรัฐบาลก็ต้องดูแลชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรมให้เขา ผลกระทบจากโครงการมีทั้งโดยตรงกับชาวประมงในพื้นที่ พื้นที่ต้องออกจากชายฝั่งไปไม่น้อยกว่า 10 กิโลเมตร และโดยอ้อมคือพวกที่เคยมาทำกินในจุดก่อสร้าง แต่พอจะกลับมาก็ไม่มีพื้นที่นั้นแล้ว ผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมโครงการแลนด์บริดจ์ต้องมีความชัดเจนและทำให้ตกผลึกก่อน โครงการนี้ต้องอาศัยเงินลงทุนต่างชาติ ซึ่งค่าเงินของต่างชาติสูงกว่าไทยหลายเท่า จึงควรชดเชยเยียวยาชาวประมงที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ควรชั่งน้ำหนักว่าระหว่างข้อดีกับข้อเสียอะไรมีมากกว่ากัน ถ้าข้อดีมากกว่าก็เดินหน้าเลย แต่ถ้าข้อเสียมากกว่าก็คงฝืนเดินหน้าต่อไปยาก

Advertisement

นายพิศาล ศันติวิชยะ นายกสมาคมปากน้ำชุมพร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเคยมีแต่การเชิญตัวแทนเข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ไม่เคยมีตัวแทนของสมาคมประมงสมาคมใดเข้าไปร่วมเป็น “คณะกรรมการโครงการแลนด์บริดจ์” เลย จังหวัดชุมพรมีสมาคมประมง 6 สมาคม ไม่เคยมีตัวแทนจากสมาคมใดได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์เลย หากถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับโครงการนี้ก็ต้องตอบตรง ๆ ว่า “ไม่เห็นด้วย” ตนเคยตั้งคำถามในที่ประชุมรับฟังความคิดเห็นว่า การเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่ 100 ตู้ 1,000 ตู้จะใช้เวลากี่วัน และเคลื่อนย้ายอย่างไร ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน

ส่วนเรื่องการจ่ายเงินชดเชยให้ชาวประมงทั้งประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ที่ได้รับผลกระทบเท่าที่จำได้ก็ยังไม่เคยมีการพูดถึงเลย แล้วกรณีเรือต้องเข้าออกร่องน้ำสากลทังวันหากเกิดอันตรายหรือได้รับความเสียหายใครจะรับผิดชอบ เสียงและแรงสะเทือนที่เกิดขึ้นในระหว่างนำเรือขนาดใหญ่เข้าออก ย่อมทำให้ปลาที่เคยอยู่ในบริเวณนั้นๆ สูญหายไปจะแก้ไขอย่างไรก็ยังไม่มีคำตอบ

“อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นความเจริญของประเทศจริงๆ ชาวประมงอาจยอมรับได้ แต่ที่สงสัยก็คือจะเกิดความเจริญจริงหรือเปล่าเท่านั้น การชดเชยหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต้องมีความชัดเจน กระแสคัดค้านจะได้ลดน้อยลง เท่าที่ตนทราบนั้น การจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบรัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง ไม่ใช่เอกชนที่เข้ามาลงทุนเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ถามว่ารัฐบาลจะเอางบมหาศาลส่วนนี้มาจากไหน ขณะนี้ได้ข่าวว่ามีบรรดา NGO ทั้ง 14 จังหวัดในภาคใต้ที่จะมีการรวมตัวกันคัดค้านโครงการนี้ แต่ยังไม่ทราบว่าจะเป็นเมื่อใด” นายพิศาลกล่าว