หน้าแรก ภูมิภาค นายกประมงตราด...

นายกประมงตราด มองยกเลิก MOU 44 ไทยได้เปรียบ แนะเจรจาใหม่ UNCLOS แก้ข้อพิพาททางทะเล

8.05.26 | 15:54 น.

นายกประมงตราด มองยกเลิก MOU 44 ไทยได้เปรียบ แนะเจรจาใหม่ UNCLOS แก้ข้อพิพาททางทะเล

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม นายณรงค์ ชัยศิริ นายกสมาคมการประมงจังหวัดตราด ผู้ประกอบการประมงอำเภอคลองใหญ่ จ.ตราด กล่าวว่า ที่ผ่านมาการทำบันทึกข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ทางทะเลอ่าวไทย หรือที่เรียกว่า MOU 44 นั้น ทั้งสองฝ่ายมีการขีดเส้นไปตามความต้องการของแต่ละประเทศ ซึ่งกัมพูชาขีดเส้นพาดมายังเกาะกูด โดยยึดหลักเขต 73 แล้วลากเข้ามา ซึ่งกินพื้นที่ชายฝั่งของไทยจำนวนมาก

หลังจากนั้น ประเทศไทยก็ลากเส้นบ้าง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบฝ่ายกัมพูชา ซึ่งไทยเรายึดตามหลักสากลหรือตามไหล่ทวีป และได้ลากเส้นไปทับเส้นที่กัมพูชา ทำให้มีพื้นที่ทางทะเลที่ทับซ้อนกัน ซึ่งกลายเป็นข้อขัดแย้งว่า ประเทศไทยและกัมพูชาใครเป็นเจ้าของพื้นที่ทางทะเลอย่างแท้จริง ซึ่งกัมพูชาไม่กล้าเข้ามาในพื้นที่ที่เขาอ้างสิทธิ เพราะกำลังทหารทางเรือยังเข้มแข็งสู้ไทยไม่ได้

ดังนั้นเมื่อมีการยกเลิก MOU 44 ทั้งสองประเทศต้องเจรจากันใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในประเด็นใหม่ เพราะกัมพูชาขีดเส้นโดยยึดหลักที่ไม่เป็นสากล เมื่อเข้ามาอยู่กรอบของ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS 1982) จึงต้องเริ่มเจรจากันใหม่ ซึ่งอาจจะมีข้อขัดแย้งใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งไทยอาจจะเสียพื้นที่บางส่วน แต่ก็ได้พื้นที่ใหม่ที่ไม่ทับซ้อนกับกัมพูชาที่ขีดเส้นขึ้นเอง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ดังนั้นน่าจะทำให้มีการเจรจาที่ได้ทั้งประโยชน์สองประเทศ แต่อย่าลืมว่าการไม่มี MOU 44 และหันมาใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS 1982) ไทยก็มีส่วนที่เสียเปรียบอยู่เช่นกัน เพราะการขีดเส้นของไทยก็ต้องนำไปเจรจาใน UNCLOS 1982 ซึ่งอาจจะต้องถูกลดพื้นที่ก็ได้

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังมีอยู่ เพราะการยกขึ้นไปเจรจาใน UNCLOS 1982 ทั้งสองประเทศต้องรักษาประโยชน์ของประเทศตัวเองเป็นหลัก ซึ่งใครจะยอมเสียเปรียบโดยเฉพาะหากในพื้นที่มีทรัพยากรทางทะเลมหาศาล ทั้งพลังงานหรือทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีอยู่ในพื้นที่

Advertisement

“สิ่งที่ประมงไทยได้ประโยชน์มากก็คือ พื้นที่ทางทะเลใต้เกาะกูด เพราะหากมีการวัดจากชายฝั่งแล้ว จะทำให้พื้นทางทะเลในเกาะกูดมีมากขึ้น ไม่ใช่เส้นทางกัมพูชาลากเล้นมาพาดเกาะกูด ซึ่งชาวประมงไทยทราบดีว่าพื้นที่ใต้บริเวณเกาะกูดมีสัตว์น้ำจำนวนมาก และจะมีเรือประทงไทยทั้งในภาคใต้ ภาคตะวันออก รวมทั้งเรือประมงของจังหวัดตราดเข้ามาทำประมงในพื้นที่นี้กว่าร้อยลำ ทั้งเรือดำ เรือลากคู่ และแต่ละปีมีมูลค่าใกล้พันล้านบาท/ปี ส่วนแหล่งพลังงานนั้นผมไม่ทราบว่ามีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งประเด็นนี้กัมพูชาก็ทราบ แต่ความสามารถของเรือประมงกัมพูชาสู้ไทยไม่ได้ จึงไม่สามารถเคลื่อนไหวต่อต้าน รวมทั้งศักยภาพทางทหารเรือของกัมพูชาสู้ไทยไม่ได้ จึงไม่กล้าที่จะมาต่อต้านฝ่ายไทย”

นายณรงค์กล่าวอีกว่า สิ่งที่จะบอกต่อก็คือ การเจรจาครั้งนี้น่าจะไม่จบในระยะเวลาอั้นใกล้ อาจจะต้องส่งต่อไปยังลูกหลานให้เข้ามาแก้ปัญหาต่อไป แต่สิ่งที่เราจะต้องมองต่อไปก็คือ ปัญหาในพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชายังมีดำรงต่อไปและอาจจะมีมากขึ้นด้วย ทุกวันนี้ ชาวคลองใหญ่ได้รับผลกระทบในเรื่องการปิดด่านถาวรไม่สามารถค้าขายหรือเดินทางไปมาระหว่างสองจังหวัดด้วย เมื่อเดิมค้าขายได้ ท่องเที่ยวได้ ไปมาได้ แต่วันนี้ทำไม่ได้นานเข้าก็มีการลักลอบค้าอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งแก้ไขยากและฝ่ายความมั่นคงอาจจะต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ เพราะเป็นการแก้แบบเหมารวม ชายแดนตราดควรจะต้องเปิดได้แล้ว ซึ่งการมองว่า ารค้าขายจะทำให้กัมพูชาเข้มแข็งนั้น อยากให้ฝ่ายความมั่นคงมองอีกด้านหนึ่ง เพราะการค้าขายได้ การไปมาได้จะยิ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวตราดมากกว่า เพราะค้าขายไปยังกัมพูชามีมูลค่ามากกว่ากัมพูชาหลายสิบเท่า นี่คือ ความจริง ไม่ใช่ปิดแบบนี้ แล้วมันแก้ไขเรื่องการลักลอบค้าที่ผิดกฎหมายได้ยาก เปิดแล้วควบคุมจะง่ายกว่า”

“ในส่วนของความมั่นคงทางทะเลนั้น ยิ่งไม่ต้องห่วงอะไร เพราะศักยภาพกองเรือไทยดีกว่ากัมพูชามากแบบห่างชั้น แม้กัมพูชาจะได้รับเรือรบจากจีนมา แต่ก็มีศักยภาพของเรือก็ยังสู้กองเรือไทยไม่ได้ ดั้งนั้น คนชายแดน หรือทหารชายแดนไม่ต้องกังวลว่า กัมพูชาจะมาสร้างปัญหาด้านความมั่นคงให้กับชายแดนด้านตะวันออกของไทยได้ในเวลานี้”