หน้าแรก ภูมิภาค ‘กำนันป...

‘กำนันปัตตานี’ มอบตัวคดียิง ผช.ผญบ.ดับ ปฏิเสธข้อกล่าวหา ‘ผู้การ’เผย คดีในจว.ชายแดนใต้ไม่ได้มีแต่เหตุไม่สงบ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนตัว ต้องแยกแยะ

31.05.17 | 16:29 น.

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม จากกรณีเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวนได้ขยายผลจากหลักฐานหากลุ่มคนร้ายและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิงนาย อาหามะ สาเมาะ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ต.ควน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เสียชีวิต เมื่อ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา จนแนวทางสืบสวนสอบสวนมุ่งประเด็นไปที่การขัดผลประโยชน์เรื่องส่วนตัว แต่ไม่ทิ้งประเด็นก่อความไม่สงบ และได้มีการสนธิกำลังทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครองกว่า 30 นาย เข้าตรวจคนบ้านกำนันดังคนดังในเขตพื้นที่ ต.ควร อ.ปะนาเระ จนสามารถตรวจยึดกระสุนปืนขนาด 9 มม. กระสุนปืนลูกซอง กระสุนปืน M79 พร้อมอุปกรณ์ดัดแปลงเป็นเครื่องยิง นอกจากนี้ ยังตรวจยึดรถยนต์ 13 คัน รถ จยย.76 คัน จอดแอบไว้ในบริเวณบ้านเช่า แต่ไม่พบตัวกำนันจึงแจ้งญาติให้ติดต่อไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 3 วัน


ล่าสุดมีรายงานว่า นายมัง ซึ่งเป็นชื่อเล่นของกำนันคนดัง ได้มีการแอบติดต่อขอมอบตัวกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วในที่สุด แต่ยังคงปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดใดๆ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ จึงประสานให้ พล.ต.จตุพล กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี มารับตัวส่งต่อยังศูนย์ฯซักถามขยายผลหาความเชื่อมโยงและรับทราบชี้แจงถึงสิ่งของต่างๆ ที่สามารถยึดจากภายในบริเวณบ้าน ทั้งนี้ จากแนวทางการสืบสวนสอบสวนของชุดคลี่คลายคดียืนยันมีหลักฐานหลายอย่างทั้งพยานวัตถุพยานบุคคลที่ติดต่อขอให้ข้อมูลความสัมพันธ์เป็นสมุนมือกว่าที่ไว้วางใจมาก

พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภจ.ปัตตานี กล่าวว่า จากพยานหลักฐานตอนทั้งบุคคลและหลักฐานที่สามารถเก็บได้มีมากพอสมควร และในส่วนของผู้ต้องสงสัยตอนนี้ก็มามอบตัวแล้ว ยังอยู่ในกระบวนการซักถามขยายผล จากนั้นหากพบข้อมูลเพิ่มจะขอศาลขอหมายจับ และเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยมีความผิดจึงได้หลบหนี โดยเฉพาะเหตุคนร้ายลอบยิงนายอาหามะทางพนักงานสืบสวนมีหลักฐานที่ผู้ต้องสงสัยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นแน่นอน เพราะทางคดีมีหลักฐาน ยังอยู่ในขั้นขอความร่วมมือกำนันให้ยอมสารภาพบอกที่เก็บซ่อนอาวุธอยู่กับใคร

พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์กล่าวว่า อยากฝากบอกถึงประชาชนหรือประชาชนนอกพื้นที่ว่าอย่าคิดว่าทุกเหตุการณ์ล้วนแต่มาจากการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบ เพราะตั้งแต่เรานำวิธีการทำงานมาปรับใช้ด้านการพิสูจน์ทราบจากหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ หรือตัวบุคคล อีกทั้งการนำเทคโนโลยีเข้ามาเทียบเคียงความเชื่อมโยงต่างๆ ในงานนิติวิทยาศาสตร์ จนสามารถระบุเจาะจงและแยกได้ชัดเจนว่าระหว่างเรื่องทะเลาะวิวาทส่วนตัว หรือ เรื่องสถานการณ์ความไม่สงบที่เอามาปะปนให้ทางเจ้าหน้าที่ไขว้เขว เพราะคิดว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่จะมุ่งไปแต่ทางคดีความมั่นคง แต่ตอนนี้หลักการทำงานตั้งแต่มอบนโยบายให้กับฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้ปรับเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งตอบได้ชัดเจนและยุคนี้การปฏิบัติเน้นย้ำว่าทุกคดีจะต้องคลี่คลายและจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ทุกคดีจะต้องสามารถทำให้สถานการณ์บ้านเมืองสงบให้ได้ การทำงานต้องแบ่งเป็นชุดติดตามเบาะแสในเรื่องที่อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัว อีกชุดต้องติดในประเด็นที่ว่าเป็นสถานการณ์ความไม่สงบ จะต้องทำงานควบคู่กัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน การทำงานจะต้องรู้จักวิเคราะห์ร่วมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพยานบุคคล ยืนยันว่าเหตุการณ์ปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่ากลุ่มก่อเหตุรุนแรง

Advertisement