หน้าแรก ภูมิภาค ชาวสวนยางใต้ห...

ชาวสวนยางใต้หนุน พิพัฒน์ ฟื้นถนนยางพารา แนะ MOU การันตีทำต่อเนื่อง ผวายุคบิ๊กตู่ ขาดทุนยับ

13.05.26 | 15:31 น.

สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางใต้ หนุน ‘พิพัฒน์’ ฟื้นถนนยางพารา แต่ต้องทำจริง-จริงใจ เขียนงบระยะยาว ผวาบทเรียนยุคประยุทธ์ ได้ออเดอร์รอบเดียวหาย ขาดทุนยับ เชื่อดันราคาพุ่งมีเสถียรภาพ แนะหนุนสินเชื่อ จัดจ้างตรงเกษตรกร ดักคออย่าเอื้อโรงงาน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม นายประทบ สุขสนาน ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคใต้ตอนกลาง กล่าวกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีแนวคิดผลักดันการนำยางพารามาผลิตเป็นอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยและงานก่อสร้างทางและการทำถนนยางพารา เพื่อเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตยางพาราไทยว่า โครงการนี้ถ้ารัฐบาลทำให้เกิดขึ้นจริงสถาบันเกษตรกรก็เห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะหลักการใช้ยางพาราภายในประเทศและการใช้ยางพาราในภาครัฐ ตนและกลุ่มสถาบันเกษตรกรทั่วประประเทศได้ร่วมกันต่อสู้ผลักดันกันมาอย่างยาวนาน จนทำเร็วและเกิดผลครั้งแรกในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ในเรื่องการทำถนนยางพารา ดังนั้น แนวนโยบายของกระทรวงคานาคมในรอบนี้ก็เหมือนการปัดฝุ่นโครงการใช้ยางพาราในประเทศขึ้นมาอีกครั้ง

นายประทบกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ปริมาณผลผลิตยางพาราของประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 3-4 ล้านตันต่อปี ขณะที่ทั้งโลกมีปริมาณการใช้ยางพาราเฉลี่ย 5 ล้านตันต่อปี ไทยจึงถือเป็นประเทศที่ส่งออกยางพารามากที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วน 3 ใน 4 ของปริมาณการใช้ยางพาราของโลก โดยผลผลิตยางพาราของไทย 3-4 ล้านตันต่อปีนั้น เราใช้ในประเทศเพียงแค่ไม่เกิน 1 ล้านตันต่อปี ส่วนที่เหลือส่งออกทั้งหมด ดังนั้น หากรัฐมีนโยบายส่งเสริมการใช้ยางในประเทศอย่างจริงจัง ก็จะส่งผลให้ราคายางพาราดีขึ้นแน่นอน

นายประทบกล่าวว่า เพราะเมื่ออุปทานลดลง อุปสงค์มากขึ้น ยางถูกนำไปใช้ในประเทศมากขึ้น ขณะที่ความต้องการยางของโลกมีแต่เพิ่มขึ้น ยางในตลาดโลกก็ลดลง จะส่งผลให้ราคาดีขึ้น โดยปัจจุบันราคาน้ำยางพาราอยู่ที่ 82 บาท/กิโลกรัม ราคายางพาราเฉลี่ยทั้งระบบอยู่ที่ 80 บาท/กิโลกรัม แม้จะเป็นราคาสูงและดี แต่เพราะอยู่ในช่วงปิดกรีด ผลผลิตน้อย แต่หากมีโครงการใช้ยางในประเทศก็จะส่งผลให้ราคายาง ซึ่งเป็นรายได้ของเกษตรกรมีเสถียรภาพ และมั่นใจว่าในการดำเนินการจะสามารถบริหารสต๊อกยางได้สมดุลเพียงพอ

“สมัยที่เคยมีโครงการถนนยางพาราในยุค พล.อ.ประยุทธ์ สามารถดึงยางออกจากระบบมาใช้ในประเทศได้ถึง 7-8 แสนตัน ซึ่งลงไปถึงกลุ่มสถาบันเกษตร เรามีหลักนำทางถนน แบริเออร์ ฝาครอบแบริเออร์จำนวนมากในถนนชนบท แต่น่าเสียดายที่ในครั้งนั้นแม้โครงการจะเขียนว่าดำเนินการในระยะ 3-5 ปี แต่ก็ชะงักหยุดไปกลางคันโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีการต่อยอด หลายสถาบันเกษตรกรซึ่งใช้วิธีการรวมตัวกันลงทุน เช่น ที่สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองครก จำกัด ในจ.ตรัง กลับได้รับออเดอร์มาเพียงครั้งเดียวแล้วหายไปเลย ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุน เพราะได้ไปลงทุนซื้อเครื่องจักร จนวันนี้ก็ตั้งทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งาน ค่าแม่พิมพ์ก็ยังไม่หลุดทุน” นายประทบกล่าว

Advertisement

นายประทบกล่าวด้วยว่า แม้ที่ผ่านมาการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะส่งเสริมการแปรรูปเพื่อใช้ยางภายในประเทศมาตลอด แต่ก็เป็นเพียงหน่วยเล็กๆ ทำได้จำกัด ดังนั้น หากระดับรัฐบาลออกเป็นนโยบายจะยั่งยืนและทำได้มากกว่า แต่ต้องทำจริง ทำต่อเนื่อง

“ทราบว่านายพิพัฒน์ออกมาระบุว่าจะเริ่มต้นด้วยงบเหลือจ่ายปี 2570 แล้วจะตั้งงบทำเต็มที่ในปีงบประมาณ 2571 ก็อยากเห็นเป็นรูปธรรม ให้ได้มีการเริ่มต้นแม้ยอดในปีแรกอาจไม่มาก ก็ให้ได้เริ่มและต่อยอดทุกปี ดังนั้น อยากฝากไปยังรัฐบาลหากจะฟื้นโครงการนี้อีกครั้ง 1.ต้องจริงใจ จริงจัง ให้เขียนงบประมาณไว้ระยะยาว เช่น 5 ปี และทำเอ็มโอยูร่วมกับสถาบันเกษตรกรเพื่อการันตีความต่อเนื่องของโครงการ เพราะแม้ตอนพล.อ.ประยุทธ์จะเขียนไว้ 3-5 ปี แต่ได้รอบเดียวแล้วก็หยุดไป ก็เป็นปัญหาไม่คุ้มทุน 2.ที่ผ่านมาเครื่องจักรอุปกรณ์ของหลายสถาบันเกษตรกรที่มีอยู่ตั้งนิ่งไว้ไม่รู้เอาไปไหน ชำรุดต้องซ่อม รัฐต้องสนับสนุนสินเชื่อเงินลงทุนในส่วนนี้

และ 3.ส่วนที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง อยากให้รัฐดำเนินการผ่านสถาบันเกษตรกรโดยตรง อย่าเอาออเดอร์ไปให้เอกชนและโรงงานหมด เพราะจะเกิดปัญหาการสวมสิทธิและอาจมีการแอบจ้างเกษตรกรผลิตแล้วเอาสินค้ามาสวมขายให้รัฐ หากสถาบันเกษตรกรขาดในเรื่องเทคโนโลยี รัฐต้องเข้ามาส่งส่งเสริมสนับสนุน เพื่อให้การใช้ยางพาราภายในประเทศ มาจากเกษตรกรอย่างแท้จริง” นายประทบระบุ