หน้าแรก ภูมิภาค จนท.จับผู้ต้อ...

จนท.จับผู้ต้องหานอมินี 2 ราย สารภาพ เอี่ยวถือหุ้น 185 บริษัท แต่ไม่มีการลงทุนจริง

14.05.26 | 12:46 น.

จนท.จับผู้ต้องหานอมินี 2 ราย สารภาพ เอี่ยวถือหุ้น 185 บริษัท แต่ไม่มีการลงทุนจริง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม สืบเนื่องจากการลงพื้นที่ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เพื่อติดตามปัญหาต่างชาติประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยว อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นำไปสู่การระดมกำลังของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าตรวจค้นเป้าหมาย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ ภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูธรจังหวัดกระบี่, กองกำกับการ 3 ตำรวจภูธรภาค 8, กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 8, สภ.เกาะพะงัน และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นบริษัทต้องสงสัยที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจแบบ “นอมินี” (Nominee) เพื่อสนับสนุนทุนต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย พื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยเจ้าหน้าที่นำหมายค้นที่ 42-51/2569 เข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 10 บริษัท ในพื้นที่เกาะพะงัน ที่เป็นกลุ่มของสำนักงานที่ปรึกษาทางกฎหมาย สำนักงานบัญชี ที่ตั้งของโรงแรมและบ้านพักตากอากาศ

ผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดหลักฐานสำคัญ ได้แก่ เอกสารทางทะเบียนบริษัท 815 รายการ คอมพิวเตอร์ 7 ชุด และตราประทับบริษัท 245 อัน พร้อมเชิญตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องไปซักปากคำรวม 13 ราย และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 2 ราย เป็นหญิงไทย 1 ราย และชายไทย 1 ราย จากการสอบปากคำผู้ต้องหารับสารภาพว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการถือหุ้นส่วนบริษัท แต่ไม่มีการลงทุนจริง รวมทั้งสิ้น 187 บริษัท

Advertisement

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจสอบการครอบครองที่ดินที่ดินรวม 36 แปลง (พื้นที่ 51 ไร่ 2 งาน) มูลค่ารวมกว่า 150 ล้านบาท ของ 24 บริษัท หลังพบเครือข่ายสงสัยการถือหุ้นโดยไม่มีการลงทุนจริงจากตัวแทน (Nominee) เบื้องต้นอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จ.สุราษฎร์ธานี ระบุว่า ปริมาณเอกสารและตราประทับจำนวนมาก ที่พบ บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้สูงที่บริษัทเหล่านี้ จะทำหน้าที่เป็นนอมินี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขั้นตอนต่อไปเตรียมขยายผลการสอบสวน “เส้นทางการเงิน” และตรวจสอบเครือข่ายผู้ถือหุ้นต่างชาติทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 อย่างเด็ดขาดต่อไป