กู้ชีพผวาช่วย ตร.เมาซิ่งจยย.ล้มเอง แต่ชักปืนลั่นไกใส่โชคดีกระสุนด้าน อ้างไม่ได้เมาแต่เป็นเก๊าท์กลัวถูกปล้น
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 18 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ สนง.เทศบาลตำบลปะโค อ.กุดจับ จ.อุดรธานี พบกับ นายจิระวัฒน์ หรือโก้ อายุ 41 ปี หัวหน้าชุด รถหน่วยกู้ชีพ-กู้ภัย เทศบาลตำบลปะโค หลังจากร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะกำลังช่วยเหลือตำรวจเมาเหล้าขับจักรยานยนต์ล้มเอง แต่กลับถูกต่อยและชักปืนออกมาข่มขู่ เหตุเกิดบนถนนระหว่างบ้านโนนสูง-บ้านหนองสร้างไพร ก่อนถึงสะพานข้ามคลองชลประทาน ต.ปะโค เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ก่อนที่จะโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อขอความเป็นธรรม
จากนั้นนายโก้ได้นำผู้สื่อข่าวไปจุดเกิดเหตุ ห่างจาก สนง.ทต.ปะโค ประมาณ 1 กม. ก่อนชี้จุดที่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ไม่ทราบทะเบียน ของตำรวจ สภ.กุดจับ พบร่องรอยรถล้ม เบื้องต้นยังไม่ได้ไปแจ้งความ ต้องรอให้ผู้บังคับบัญชา หรือผู้บริหารประชุมสรุปเรื่องราวเหตุการณ์ ก่อนจะให้นิติกรของเทศบาลฯ พาผู้เสียหาย หรือผู้ใต้บังคับบัญชา ว่าจะดำเนินการเอาผิดทางคดีอาญาหรือไม่
นายโก้ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุมีพลเมืองดีเข้ามาที่ศูนย์กู้ชีพฯ แจ้งว่ามีรถจักรยานยนต์ลงข้างทาง ตนและเจ้าหน้าที่รวม 5 นาย พร้อมรถกู้ชีพและรถกู้ภัยจึงออกไปตรวจสอบ พอไปถึงก็เช็กอาการว่าบาดเจ็บตรงไหน ตนได้ไปสะกิดผู้บาดเจ็บให้ตื่น ตอนนั้นโทรศัพท์มือถือและปืนเขาตกอยู่ข้างๆ
เมื่อเขารู้สึกตัวก็ลุกขึ้นมาโวยวายว่า รู้จักผมไหม ผมก็บอกว่ารู้จัก เพราะเป็นญาติกัน มีศักดิ์เป็นลุงของตนด้วย จากนั้นเขาได้ต่อยมาที่ใบหน้าผม ซึ่งโดนเฉียดเฉียด จากนั้นเขาก็หาของ จนถามว่าหาอะไร พอเขาเจอปืนก็ชักออกจากซองแล้วก็ขึ้นลำ ชูปืนขึ้นฟ้าและหันมาทางกลุ่มตน ก่อนลั่นไกเสียงดังแชะ โชคดีกระสุนด้าน
“จากนั้นเขาก็ได้ชักปืนออกมาครั้งที่สอง ตนจึงกระโดดข้ามตัวไป ทั้งตนและลูกน้อง รวมทั้งพลเมืองดี ต่างพากันแตกกระเจิง วิ่งหนีกันไปคนละทิศคนละทาง ตนได้วิ่งขึ้นรถ แล้วขับออกไปประมาณ 400 เมตร เพื่อรับทีมงานขึ้นรถไปตั้งหลัก แล้วโทรหาร้อยเวร พร้อมกับบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ให้มาช่วยดูลูกน้องท่านหน่อย ลูกน้องท่านเมามาก ขึ้นลำปืนจะยิงพวกผม ทั้งทั้งที่พวกพวกผมมาช่วย และบอกพิกัดจุดเกิดเหตุ ร้อยเวรจึงได้ส่งสายตรวจมาที่เกิดเหตุ พอมาถึงตำรวจได้เข้ายึดอาวุธปืน และได้สอบถาม ซึ่งตำรวจที่มาได้บอกว่า เป็นการเข้าใจผิด และจำผิดคน”
นายโก้ เล่าต่อว่า เกิดมาก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ ปกติมีแต่คำขอบคุณ แต่มาเจอแบบนี้รู้สึกว่าตกใจกลัวมาก สภาพที่เห็นตอนแรกเขาเมามาก เขาเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน เป็นญาติกับตนด้วย ที่ผ่านมาแกชอบยิงปืนขึ้นฟ้ามั่ง ยิงปืนขู่มั่ง แต่ไม่รู้ว่ายิงขู่ใคร เมื่อเช้านี้แกได้แวะมาหาผมที่สำนักงาน เหมือนกับจะมาขอโทษ แต่ผมไม่ว่างคุยด้วย เพราะกำลังจะไปคุยกับผู้บังคับบัญชา ตนบรรจุอยู่ที่นี่ได้ 4-5ปีแล้ว เป็นหัวหน้าชุดหน่วยรถกู้ชีพ-กู้ภัย ส่วนสาเหตุที่ปืนขัดลำกล้อง หรือยิงไม่ออก ตนเชื่อว่าเป็นพุทธคุณเหรียญหลวงปู่สรวง และเหรียญหลวงพ่อเจริญที่ผมเอาติดตัวไว้ตลอด ทำให้ผมรอดพ้นจากเหตุการณ์เมื่อคืนนี้

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านของ ร.ต.ต. อายุ 54 ปี กำลังเดินออกไปทำธุระข้างนอกกับเพื่อน ด้วยท่าทางเดินเหินไม่สะดวก จากอาการป่วยด้วยโรคประจำตัว โรคเบาหวาน โรคเก๊าท์ โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ แต่ให้ข้อมูลว่า
“ผมไม่ได้ตั้งใจ หลังจากรถเสียหลักล้มลงข้างทาง ตกใจนึกว่าจะมีใครมาตีมาฆ่า มาปล้นทรัพย์ เลยได้ชักปืนขึ้นมาขู่ ไม่ได้สังเกตว่ารถที่มาจอด เป็นรถอะไรหรือมีไฟอะไร เป็นการเข้าใจผิด ส่วนผมมีศักดิ์เป็นลุงของโก้ ซึ่งเป็นหน่วยกู้ภัยฯ และไม่คิดว่าจะเป็นหลานตัวเอง เพราะตอนนั้นผมยังมึนหัว และตาลายจากอุบัติเหตุบาดเจ็บที่ศีรษะ และชายโครงด้านซ้าย
อยากจะฝากขอโทษหลานชาย เพราะไม่ได้ตั้งใจ แล้วจะได้หาโอกาสไปขอโทษด้วยตนเอง เนื่องจากตนมีโรคประจำตัว ซึ่งเป็นโรคเก๊าท์ และเบาหวาน ยืนยันว่าตนเองไม่ได้ดื่มสุรามา อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่ตนเองกินรักษาโรคประจำตัว”
หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ สภ.กุดจับ พบกับ พ.ต.อ.อัมรินทร์ อยู่เย็น ผกก.สภ.กุดจับ เพื่อสอบถามในการดำเนินการทางวินัยกับ ร.ต.ต.รายดังกล่าว ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเหตุดังกล่าวในเบื้องต้นแล้วว่ามีเหตุเกิดขึ้นจริง ในส่วนของสถานีตำรวจ ต้องมาตรวจสอบและสอบสวนข้อเท็จจริงว่า ฝ่ายตำรวจได้กระทำอะไรไปบ้าง ถ้าผิดวินัยตรงไหน เราก็ต้องดำเนินตามขั้นตอน และในส่วนไหนที่ผิดทางอาญา อาจจะต้องดำเนินคดีไป ตามข้อมูลที่ได้รับมา ตอนนี้ทางผู้เสียหายยังไม่ได้มาแจ้งความ ถ้ามาแจ้งความ เราก็จะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้เสียหายและทางตำรวจคู่กรณี
”ไม่ว่าทางตำรวจที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา เราก็ต้องดำเนินคดีทางกฎหมาย ถ้าผลสอบสวนว่าผิดจริง ส่วนเรื่องของอาวุธปืน ถ้าหากเป็นปืนหลวงเราก็คงต้องสั่งเก็บ ไม่ให้เบิกไปใช้อีก ยืนยันให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ด้วยความสัตย์จริง”


