ดร.ศิตะ หนึ่งในทีมวิจัย เล่าที่มาร่วมค้นพบ นาคาไททัน ไดโนเสาร์ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตัวที่ 14 ของไทย
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ดร.ศิตะ มานิตกุล นักวิจัยศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงการค้นพบไดโนเสาร์ตัวที่ 14 นาคาไททัน ว่า นาคาไททัน เป็นไดโนเสาร์ ลำดับที่ 14 ที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย ที่ทำร่วมกันหลายหน่วยงาน สิ่งที่น่าสนใจ คือ ขนาดของนาคาไททัน ที่ค้นพบซึ่งได้ข้อมูลจากฟอสซิลที่มี 15-20 ชิ้น โดยมีส่วนของกระดูกต้นขาหน้าและต้นขาหลัง ซึ่งสามารถนำไปคำนวณขนาด พบว่ามีขนาดตั้งแต่หัวถึงหางอยู่ที่ 27 เมตร มีน้ำหนักประมาณ 26-27 ตัน ทำให้เป็นไดโนเสาร์ไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า การค้นพบนาคาไททัน ได้ถูกค้นพบเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในปี 2559 ซึ่งตนเพิ่งเริ่มเข้ามาที่ศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวิน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก่อนหน้านี้ทำงานวิจัยด้านอื่นในหัวข้อปริญญาเอก เป็นงานวิจัยส่วนตัวในกลุ่มไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็ก และกลุ่มสัตว์กินพืช ที่มีกลุ่มออร์นิธิสเชียน ซึ่งระหว่างนั้น มีโอกาสเดินทางไปที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร เห็นเฝือกกระดูกของนาคาไททันเก็บไว้ ยังไม่มีหน่วยงานเข้าไปศึกษาวิจัยกระดูกเซตนี้

ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า จึงได้ลองติดต่อไปที่พิพิธภัณฑ์ เพื่อขอวิจัยร่วมในการนำเจ้ายักษ์ตัวนี้กลับมา โชคดีที่ทางพิพิธภัณฑ์ให้ร่วมงานวิจัย จึงได้สร้างโปรเจกต์นี้ขึ้นมา โดยขอทุนจากสมาคม เนชั่นแนล จีโอกราฟิก (National Geographic Society) จากอเมริกาและได้ทุนมาศึกษา ในงานวิจัยนี้ ใช้เวลาประมาณ 2 ปี ในการเริ่มการศึกษา โดยลงภาคสนามเก็บตัวอย่างเหลือ จากนั้น ก็นำกลับมาที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร และเข้าสู่กระบวนการวิจัย และได้ตีพิมพ์ในที่สุด
ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน หากนับช่วงเวลา ตั้งแต่ชาวบ้านเจอ ก็ 10 ปีมาแล้ว นักวิจัยได้เข้าไปร่วมเมื่อ 2 ปีที่แล้ว อนาคตหากเราได้รับทุนสนับสนุนเพิ่มเติม ก็เป็นไปได้สูงมาก ที่จะเจอฟอสซิลเพิ่มเติมของนาคาไททัน รวมถึงสัตว์อื่น ๆ ร่วมยุค เพราะเราเจอฟอสซิลไดโนเสาร์กินเนื้ออีก 2 กลุ่มใหญ่ ๆ มีฟันจระเข้ ฟันฉลามน้ำจืด และมีหอยกาบน้ำจืด ถือเป็นแหล่งที่มีศักยภาพสูง แต่ว่าอาจจะทำงานยาก เพราะชั้นหินที่เจอเป็นหอนที่แข็งและหนามาก ๆ ต้องใช้เครื่องมือ กำลังคน กำลังทรัพย์ หากสามารถหาแหล่งทุนได้ เชื่อว่าจะมีการค้นพบอื่น ๆ ในอนาคตได้อีก

ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า ในส่วนของอุปสรรคในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือ ลักษณะของฟอสซิลที่เจออยู่ในชั้นหินที่แข็งมาก กระดูกนาคาไททันแต่ละชิ้น มีขนาดใหญ่มาก ขนาดใหญ่ แปลว่าต้องใช้เวลาในการอนุรักษ์ตัวอย่างนานมาก กระดูกสันหลัง 1 ชิ้น ใช้เวลามากกว่า 1 เดือน ชั้นหินแข็งหนา แต่ฟอสซิลเปราะบาง ถึงแม้ว่าฟอสซิลจะกลายเป็นหิน แต่ก็พร้อมที่จะแตกหักอยู่ตลอดเวลา ขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างค่อนข้างนาน ในภาคสนามกว่าจะขุดออกมาจากชั้นหินที่แข็ง ก็เป็นความยาก เนื่องจากเป็นไดโนเสาร์คอยาว มีขนาดใหญ่ การศึกษาการหยิบเพื่อชั่งน้ำหนัก วัดขนาด การพลิกซ้ายพลิกขวา ก็ยากตามไปด้วย รวมถึงกระบวนการศึกษาวิจัย เตรียมบทความ การตีพิมพ์งานวิจัย ก็ใช้เวลานาน เป็นเหตุผลว่าทำไมการศึกษาเรื่องไดโนเสาร์ รวมถึงฟอสซิลอื่นๆ เราถึงใช้เวลานาน ดูอย่างการค้นพบไดโนเสาร์ในเมืองไทย เรามีค้นพบมานานกว่า 40 ปี แต่เราเพิ่งมีการรับรองอย่างเป็นทางการ 14 ชนิด เท่านั้น ถือเป็นศาสตร์ที่ใช้เวลาในการศึกษากว่าจะได้ไดโนเสาร์แต่ละชนิด
ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า สำหรับโมเดลนาคาไททัน คือ ภาพจำลองหรือลักษณะที่เราคิดว่า นาคาไททัน จะมีลักษณะประมาณนี้ ถึงแม้ว่ากระดูกของนาคาไททัน เราจะเจอประมาณ 15-20 ชิ้น แต่ว่าเรามีญาติไดโนเสาร์ที่ครบสมบูรณ์มากกว่า นาคาไททัน จะอยู่ในวงศ์ไดโนเสาร์คอยาวที่ชื่อว่า วงศ์ยูฮีโลโปดิดี มีสกุล ยูฮีโลปาส ซึ่งเจอที่ประเทศจีน ที่เจอชุดคอที่สมบูรณ์ เราก็ได้เอามาเทียบเคียงได้ว่า คอของนาคาไททัน ก็น่าจะยาวแบบนี้เหมือนกัน หรือว่า ภูเวียงโกซอรัส ที่อายุเก่ากว่าในบ้านเรา ก็อยู่ในวงศ์เดียวกัน สามารถเติมในส่วนที่ขาดหายไป ทั้งในส่วนหางและส่วนอื่น ๆ ได้ด้วย ส่วนเรื่องของสีไดโนเสาร์ ซึ่งนักวิจัยเริ่มรู้มาเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาว่า ไดโนเสาร์แต่ละชนิด มีสีแบบไหน เพราะว่าเราเจอเม็ดสีที่อยู่ในขนและผิวหนังของไดโนเสาร์ แต่ในกลุ่มของไดโนเสาร์คอยาว เพิ่งจะพบเมื่อไม่นานมานี้ว่า ก็มีเม็ดสีที่มีสีสันสดใส ยกตัวอย่าง ไดโนเสาร์ที่เจอที่อเมริกา จะมีเม็ดสีที่มีสีส้มแดง

ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า ไดโนเสาร์ ถือเป็นญาติ กับนกในปัจจุบัน ซึ่งนกถือเป็นไดโนเสาร์กลุ่มสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อหันกลับมาดูนกในปัจจุบัน ก็พบว่า นกแต่ละชนิดก็มีสีสันที่สดใสแตกต่างกัน ทั้งสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีม่วง สีฟ้า สีเหลือบรุ้งก็มี เพราะฉะนั้นไดโนเสาร์ที่เป็นญาติกับนก เป็นไปได้สูงมากที่ไดโนเสาร์ ก็จะมีสีสันที่สดใสเช่นเดียวกัน เพื่อใช้ในการสื่อสารกันระหว่างชนิดเดียวกัน หรือข่มขวัญ เตือนผู้ล่าหรือศัตรู เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่ทำไมเราถึงสามารถทำสีของไดโนเสาร์ให้สดใสได้ ด้วยข้อสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ อีกหนึ่งข้อก็ถือเป็นเรื่องดีในด้านตลาด คือการที่เรามีสีที่ชัดเจนในการสื่อสาร ก็จะทำให้แบรนด์ของไดโนเสาร์ตัวนั้น ๆ ชัดเจนมากขึ้น คนทั่วไปก็จะจำได้ว่า ไดโนเสาร์สีฟ้าแบบนี้ คอยาวแบบนี้ ก็คือ นาคาไททัน
ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า กระดูกของนาคาไททันที่เจอ จะมีกระดูกสันหลัง 4 ชิ้น มีกระดูกต้นขาหน้าฝั่งขวายาว 178 ซม. กระดูกต้นขาหลังยาว 2 เมตร มีกระดูกซี่โครงยาว 2 เมตรประมาณ 6 ชิ้น มีกระดูกเชิงกราน กระดูกกระเบนเหน็บ มีกระดูกปีกสะโพก กระดูกหัวหน่าว อนาคตก็มีโอกาสที่จะเจอกระดูกในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น

ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า หากพูดถึงพื้นที่ภาคอีสาน มีความโดดเด่นมากในเรื่องของเส้นทางไดโนเสาร์ ที่เรียกว่า “เส้นทางไดโนเสาร์สะออน” เส้นทางที่โดดเด่นก็จะเป็น “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ของทาง ททท. คือ จังหวัด ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม เส้นทางนี้จะมีพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ มีแหล่งค้นพบไดโนเสาร์หลายแห่ง แต่ที่ใหญ่ไปกว่านั้นทั้ง ชัยภูมิ อุบลราชธานี นครราชสีมา รวมถึงแหล่งอื่น ๆ ก็มีการค้นพบไดโนเสาร์เช่นเดียวกัน ซึ่งบริเวณนี้เป็นที่ราบสูงโคราช มีการสะสมของตะกอนชั้นหินในช่วงมหายุคมีโซโซอิก ซึ่งเป็นช่วงที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเจอกระดูกของไดโนเสาร์ และสัตว์ร่วมยุคจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน ถือว่าเป็นที่ศักยภาพ ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ทั้งในระดับโลก โดยในระดับเอเชีย ประเทศไทย เป็นอันดับ 3 รอง จากจีนและมองโกเลียเท่านั้น ในอนาคตเราก็จะมีการศึกษาวิจัย และผลการค้นคว้ารวมถึงชนิดพันธุ์ใหม่ ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่แต่ไดโนเสาร์ แต่ก็ยังมีสัตว์ชนิดอื่น ๆ ออกมาในอนาคตด้วย
ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า ตามที่บันทึกไว้ ฟอสซิลที่มีอายุมากที่สุดในประเทศไทยจะอยู่ทางภาคใต้ เจอที่เกาะตะรุเตา จ.สตูล อาทิ หินพืชสาหร่าย สโตมาโตไลต์ รวมถึงฟอสซิลสัตว์ทะเลโบราณ เป็นกลุ่มชีวิตที่เก่าที่สุด ตามเทือกเขาหินปูนต่าง ๆ ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคใต้ มีฟอสซิลในช่วงมหายุคเก่าอีกมากมาย รวมถึงอีสานที่ จ.เลยก็มี

ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า พอมามหายุค 2 ยุคมหายุคกลาง ซึ่งเป็นช่วงของไดโนเสาร์ มีช่วงเวลาแบ่งย่อยไปอีก ยุคที่เก่าที่สุดของไดโนเสาร์ จะเป็น ยุคไทรแอสสิก จะพบฟอสซิลที่ จ.เลย จ.ชัยภูมิ ฟอสซิลที่พบจะเป็นไดโนเสาร์คอยาว ที่ก่อนหน้านี้มีการตั้งชื่อไป คือ อีสานโนโซรัส เป็นไดโนเสาร์คอยาวที่เก่าแก่ที่สุดที่บันทึกไว้ในประเทศไทย ถัดมาก็จะเป็น ยุคจูราสสิค มีแหล่งที่โดดเด่นอยู่ที่ภูน้อย เป็นแหล่งศึกษาสำคัญ เรามีไดโนเสาร์ตัวที่ 13 อยู่ที่นี่ ถือเป็นแหล่งศักยภาพ เป็นพื้นที่ที่มีฟอสซิลไดโนเสาร์ รวมถึงสัตว์ร่วมยุคที่มีจำนวนมากที่สุด และสมบูรณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า ถัดมาจะเป็น ยุคครีเทเซียส จะแบ่งย่อยออกไปอีก เช่น ภูเวียง ขอนแก่น เป็นต้นตำรับของการขุดค้นเจอไดโนเสาร์ ในประเทศไทย มีที่ภูกุ้มข้าว จ.กาฬสินธุ์ และยุคสุดท้ายที่เจอไดโนเสาร์ หมวดหินโคกกรวด จ.นครราชสีมา หมวดหินเดียวกันกับที่เจอนาคาไททัน
ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า ในภาคอื่น จะมีแหล่งฟอสซิลที่แตกต่างกันไป ที่จริงทั่วประเทศไทยมีแหล่งฟอสซิลกระจายอยู่ แต่ว่ามันจะมีความโดดเด่นในแต่ละช่วงเวลา หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของโลก หากแบ่งช่วงเวลาของโลกออกเป็นช่วงเวลาต่าง ๆ จะแบ่งได้ 3 ช่วงเวลาใหญ่ หรือ 3 มหายุค คือ มหายุคเก่า พาลีโอโซอิก (Paleozoic) จะเป็นทะเลโบราณ ฟอสซิลส่วนใหญ่ที่เจอจะในเทือกเขาหินปูน ตั้งแต่ภาคเหนือ ขอบฝั่งตะวันตกของประเทศ ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ มีบางส่วนในภาคอีสาน จะเป็นฟอสซิลของพวกสัตว์ทะเลขนาดเล็ก ถัดมาจะเป็น ยุคกลาง มหายุคเมโสโซอิก (Mesozoic Era) เป็นยุคของไดโนเสาร์ จะโดดเด่นที่ภาคอีสาน กระจายไปที่ภาคเหนือบ้างนิดหน่อย และภาคตะวันออกนิดหน่อย และมหายุคใหม่ ซีโนโซอิก (Cenozoic Era) หรือยุคที่เรามีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน จะเป็นตะกอนที่ใหม่กว่า อยู่ตามเหมืองต่าง ๆ เช่น อ. แม่เมาะ จ.ลำปาง ภาคใต้ก็จะเป็นที่ จ.กระบี่ แอ่งทางเพชรบูรณ์ หรือว่าทางที่ราบลุ่มภาคกลาง จะเป็นแหล่งตะกอนใหม่ รวมถึงฟอสซิลที่อยู่ในถ้ำ อย่างเช่น พวกแพนด้า จ.ชัยภูมิ เพราะฉะนั้นประเทศไทยถือเป็นแหล่งศักยภาพที่มีฟอสซิล อยู่ที่นักวิจัยหรือเราสนใจประเด็นไหน อยู่ในช่วงเวลาไหน

ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า หากพูดถึงคำว่า บรรพชีวิน อาจจะดูมีความ แฟนซี อาจจะดูแปลกใหม่ต่อการรับรู้ของใครหลายคน แต่ในหมู่พวกเราที่รู้จักคำว่าบรรพชีวินอยู่แล้ว มองว่าคนทั่วไปรับรู้ได้มากขึ้น ด้วยปรากฏตามสื่อ ปรากฏตามหัวข้อข่าวมากขึ้น คนเริ่มรู้แล้วว่ามันคือการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตโบราณที่ไม่ได้มีอยู่แล้ว ในบ้านเรา ศาสตร์พวกนี้ค่อนข้างจำกัด หน่วยงานราชการที่มีการทำงานด้านนี้ มีกรมทรัพยากรธรณี ที่ดูแลโดยตรง ถัดมาจะเป็นมหาวิทยาลัย และพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ กระจายอยู่ไม่มาก ด้วยตำแหน่งงานในอนาคตที่คนที่เรียนจบด้านนี้มาแล้ว จะไปทำงานอาจจะยังมีไม่เยอะ ทำให้อาจจะยังไม่มีคนที่จะมาเรียนด้านนี้โดยเฉพาะ แต่มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เริ่มสนใจมาเรียนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ทำหัวข้อซีเนียร์โปรเจกต์ตั้งแต่ปริญญาตรี วิชาด้านนี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะวิทยาศาสตร์ เรามีหลักสูตรและวิชาเลือกด้านบรรพชีวินวิทยา ถือเป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวในประเทศ ถือเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก มีนักศึกษาและนิสิต ทั้งจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามเอง และจากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่เข้ามาทำงานร่วมกัน ใช้ซากดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในคลังตัวอย่าง สร้างงานวิจัยร่วมกัน อนาคตเราจะได้เห็นนักบรรพชีวินรุ่นใหม่ ๆ มาขับเคลื่อนวงการ
ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า ทุกครั้งที่มีข่าวการขุดค้นพบไดโนเสาร์ไม่ว่าจะในพื้นที่ไหน ก็จะได้รับความสนใจเสมอจากผู้คน ในบ้านเราอาจจะค่อนข้างจำกัดเฉพาะบุคคล ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็ก และคนเฉพาะบางกลุ่มที่ให้ความสนใจเท่านั้น แต่พอมาเจอไดโนเสาร์ตัวที่ 14 คือ นาคาไททัน ส่วนตัวรู้สึกว่าอาจจะเป็นเจอไดโนเสาร์ที่ตัวใหญ่ ชื่ออาจจะมีความเข้าถึงง่าย รวมถึงดราม่าที่เกิดขึ้น ก็ถือว่าดีในเชิงการประชาสัมพันธ์ แต่เราเห็นว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ เด็กจำนวนมากเห็นว่า พี่ ๆ หรือคนที่อายุไม่ได้มากกว่าเค้ามากนัก ก็สามารถทำงานแบบนี้ได้ ถือเป็นการจุดประกายในทางที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารันวงการในอนาคต
ดร.ศิตะ กล่าวต่อว่า เส้นทางการท่องเที่ยวด้านธรณีวิทยาและบรรพชีวิน เริ่มมีจุดท่องเที่ยวใหม่ ๆ รวมถึงมีข้อมูลงานวิจัยใหม่ ๆ มากขึ้น ทำให้พื้นที่ท่องเที่ยวที่มีทรัพยากรด้านบรรพชีวินวิทยา เป็นที่สนใจมากขึ้น ก่อนหน้านี้เรามีเส้นทางท่องเที่ยวไดโนเสาร์สะออน ในกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ ปัจจุบันก็เริ่มมีแหล่งฟอสซิลที่น่าสนใจมากขึ้น อีกทั้งในปัจจุบัน มีโมเดลที่ชื่อว่า อุทยานธรณี หรือ Geo Park กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย อย่างเช่น อุทยานธรณีขอนแก่น อุทยานธรณีอุบลราชธานี อุทยานธรณีนครราชสีมา เป็นอุทยานธรณีระดับโลกไปแล้ว ส่วนอีกหลาย ๆ จังหวัด อย่าง กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ เพชรภูมิ ตาก เชียงราย สตูล ซึ่งการมีอุทยานธรณีเป็นการนำความโดดเด่นของแต่ละพื้นที่เข้ามาผนวกกับการท่องเที่ยว เชื่อมโยงร้อยเรียงกับเรื่องวัฒนธรรม และผู้คนในท้องที่ทำให้ผู้คนในพื้นที่สามารถช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่ของเค้า ดึงดูดนักท่องเที่ยวภายนอกเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่บริเวณนั้น กระตุ้นและพัฒนาด้านเศรษฐกิจได้ในอนาคต





